2009.03.0119:12

QAF : the mystery castle file09

warning : หากนี่คือการเผลอผ่านเข้ามาโดยไม่ได้ตั้งใจ ขอให้รู้เอาไว้ ว่าหากคุณคือกลุ่มคนที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายวาย หรือเกลียดเกย์เข้าไส้เข้ากระดูก คุณได้หลงเข้ามาผิดที่ผิดทางเสียแล้ว เพื่อความปลอดภัยของกระเพาะอาหารคุณ ของให้ปิดหน้าต่างหรือแท็ปนี้ทิ้งเสีย แล้วจงอย่าได้หวนกลับมาอีก ขอให้คุณโชคดีและท่องเน็ตโดยสวัสดิภาพ สวัสดี

=====Mystery castle======
file 09

วงแขนของจัสตินโอบกระชับรอบคอของร่างสูงกว่าแน่นหนา จนรู้สึกถึงหัวใจที่กำลังเต้นระรัวของร่างเล็ก ยิ่งจัสตินเบียดตัวเองให้ยิ่งแนบชิด ร่างกายก็เหมือนจะค่อยๆพองจนเหมือนมีใครกำลังสูบลมเข้ามาในอกจนแน่นแทบหายใจไม่ออก  จัสตินจรดปลายจมูกลงบนลาดไหล่ ปกเสื้อ สูดดมกลิ่นกายอีกฝ่ายผ่านผิวผ้า และจบลงที่จุมพิตแผ่วเบาที่ลำคอ ก่อนจะโอบกอดฝังตัวเองลงกับร่างสูงแนบแน่นอีกครั้ง เกินกว่าจะแสร้งทำเฉยชา กลิ่นกายของจัสตินกำลังทำให้เขาเสียความตั้งใจในครั้งแรกที่ตรงมาที่นี่ เขาจะใจแข็ง จะไม่ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอ่อนแอ จะไม่ทำให้จุดยืนของใครต้องไขว้เขว  แต่นี่เขากำลังทำให้จัสติน อ่อนแอลงอยู่หรือเปล่านะ?

เป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องช่วยกันยามจำเป็นอยู่แล้ว ในฐานะ ‘เพื่อนที่ดีที่สุด’

วงแขนขาวเนียนชะงัก ก่อนจะคลายออก พร้อมกับที่จัสติน เหลือบตาขึ้นมองดวงหน้าคมที่กำลังส่งยิ้มหวานให้ ริมฝีปากสีสวยยกยิ้ม ก่อนจะพยักหน้าน้อยๆรับ  เพื่อนที่ดีที่สุด งั้นเหรอ?

เหรอครับ.... ถ้างั้น..

อึ๊ก!”

จัสตินคว้าหมับเข้าที่เป้ากางเกงไบรอันอย่างไม่ทันให้ตั้งตัวพร้อมกับเบี่ยงตัวหมุนกลับ อาศัยความสูงและแผ่นหลังของไบรอันบังตัวเองเอาไว้หลบมุมไม่ให้คนในแกลอรี่เห็นว่าเขากำลังทำอะไร  พร้อมกับมือที่กำลังกำกระชับร่างกายอันแสนหวงแหนของไบรอันแน่นจนหน้าหล่อๆ เหยเก พูดอะไรไม่ออก ทันทีที่ได้มุมเหมาะ มืออีกข้างที่เหลือก็ดึงคอเสื้อคนที่กำลังกระอักกระอ่วนลงมาใกล้ๆ สัมผัสเฉียบพลันคลายออกชั่วขณะก่อนจะแกล้งรุกรานขยี้ขยำส่วนที่กำลังตื่นตัวให้ยิ่งคุ้มคลั่ง แค่ได้กลิ่นกายและความอบอุ่นจากอ้อมกอด ร่างกายเขาก็แสดงอาการน่าเป็นห่วงแล้ว ยิ่งมาเจอแบบนี้เขาก็แทบจะห้ามตัวเอง ไม่ให้กระซิบขอให้จัสตินคุกเข่าลงตรงหน้าไม่ได้ ทั้งๆที่น่าจะชาชินกับสัมผัสของคนเดิมๆ ตรงกันข้ามกลับยิ่งตื่นเต้นโหยหา คงเพราะความห่างเหินนั่นล่ะ ให้ตายเถอะ! ไม่อยากจะเชื่อตัวเองเลยจริงๆ !  

ผมก็เพิ่งรู้ ว่าทุกครั้งที่คุณกอดไมเคิล หรือลินซ์ เพื่อนที่ดีที่สุดอีกคนของคุณ ไอ้นี่มันก็จะโผล่มาทักทายเขาทุกครั้งด้วย.... ผมไม่ใช่ไมเคิลบรอัน คุณอย่ามาพยายามจัดให้ผมอยู่หมวดเดียวกับเขาเอาป่านนี้ มันสายไปแล้ว  ผมจะไปตกลงกับบีทริทอีกครั้ง ฝากคุณเรื่องตั๋วด้วยนะครับ!”

ร่างเล็กปล่อยมือจากส่วนสำคัญที่กำลังตื่นเต็มที่ด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเดินนำออกไป ทิ้งเขาไว้ให้จัดการกับปัญหาเฉพาะหน้าของตัวเองเพียงลำพัง ไม่หลงเหลือทีท่าอ่อนแอ หรือสับสนในแววตาอย่างที่เขามองเห็นเมื่อครั้งแรกที่ก้าวลงจากรถอีกแม้แต่น้อย แผ่นหลัง และเรือนผมสีทองปลั่ง คือจัสตินคนที่ไบรอันรู้จักเป็นอย่างดี อัจฉริยะคนงามที่ยืนเคียงคู่เขาเสมอในทุกเวลาไม่ว่าจะเลวร้าย หรือ รุ่งโรจน์ ไบรอันสบถด่าลม ด่าฟ้า และตัวเองเบาๆ บางที เขาคงจะห่วงเด็กคนนี้มากเกินไปจริงๆทั้งๆที่จัสติน ไม่มีอะไรที่เขาจะต้องห่วงอีกต่อไปแล้ว เสียงซินเธียร์ที่ยังถือสายรอเขาอยู่ตะโกนเรียกซ้ำๆหลายครั้ง ไบรอันต้องหันหน้าเข้าหากำแพง เดินเลียนแบบปูเลาะริมกำแพงไปหาที่ๆพอจะซ่อนความภูมิใจที่ยังไม่อยากอวดให้ใครเห็นในตอนนี้เอาไว้ ข้างๆโต๊ะคอมพิวเตอร์ คือโต๊ะทำงานที่มีเก้าอี้สำนักงานตัวหนึ่งวางอยู่เข้าชุด และไม่มีใครนั่ง ไบรอันทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ แล้วเลื่อนมันให้ชิดโต๊ะสำนักงานให้ใกล้ที่สุดทันที อย่างน้อยก็คงใช้เวลาสักห้านาที เสียงของซินเธียร์คงทำให้ร่างกายเขากลับสู่สภาวะทั่วไปได้เร็วกว่าปรกติ  ช่วงเวลาที่ใช้ก็คงจัดการเรื่องตั๋วเครื่องบินให้เจ้าชายคนแรกและคนเดียวเท่าที่เคยมีในชีวิตเขาได้พอดี

ซินเธียร์.....  หยุดหัวเราะสักที  โอเค หัวเราะให้ตายเลยนะ ทางนั้นเรียบร้อยไม๊?  ไม่เป็นไรพวกเขาจะต้องรอได้ เลื่อนประชุมออกไปก่อนสักสิบนาที ไม่อย่างนั้นฉันก็อนุญาตให้เธอตัดสินใจ   แต่ตอนนี้ฉันต้องการให้เธอช่วยบุ๊คตั๋วกลับพิทเบิร์กให้จัสตินหนึ่ง...... หือ?

ขณะที่กำลังสั่งงานฝ่าเสียงหัวเราะกวนโทสะของแม่เลขาฯตัวดี ไบรอันก็เหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่วางอยู่ข้างๆเครื่องแฟ็กซ์บนโต๊ะสำนักงาน ไวเท่าตา มือซนก็เอื้อมไปหยิบมันมาดูในทันทีพร้อมกับคำถาม

จัสติน

ฮึ๊ ?

ขณะที่กำลังคุยกับบีทริท และดิเอโก้ที่หน้าตาบอกบุญไม่รับเมื่อทราบความต้องการที่ไม่เปลี่ยนแปลงของจัสติน เสียงเรียกของไบรอันก็ได้รับเสียงขานรับอย่างคุ้นเคยจากร่างเล็กในทันทีแบบอัตโนมัติ แต่ไม่คุ้นเลยสำหรับบรรดาสาวๆในแกลอรี่นี้ ช่างเป็นคำตอบรับที่บอกระยะ และระดับความสนิทสนมได้อย่างชนิดที่ทำเอาพวกเจ้าหล่อนต้องมองตากันปะหลับปะเหลือก

โหมดอัตโนมัติ  เธอเห็นไม๊ ใช้โหมดอัตโนมัติ

ดวงหน้าที่ดูอ่อนเยาว์กว่าอายุ หันกลับไปมองคนเรียก ที่กำลังชูกระดาษแผ่นหนึ่งที่มีรูปบ้านวาดคร่าวๆอยู่บนนั้น โดยไม่มีคำพูดใดๆ 

เป็นบ้านที่มอลลี่โทรมาเพื่อบรรยายให้ผมวาด ก่อนที่สายจะขาดไป แล้วติดต่อไม่ได้อีกเลย คุณคิดว่าไง?

นายวาดเอาเองตามความทรงจำเก่าๆที่เหลือติดอยู่ในหัว…”

ก็ต้องบอกตามตรงว่าผมยังไม่ลืมมันถึงแม้ว่าผมควรจะลืมมันซะ แต่ก็บอกตามตรงอีกเหมือนกันว่าถ้ามอลลี่ได้เรียนทางด้านการประพันธ์ เธอจะเป็น เจ เค โรลลิ่ง คนต่อไปแน่ๆ  ผมวาดทุกอย่างตามที่มอลลี่บรรยาย  ทุกอย่าง..

ไบรอันนิ่งไปเป็นพัก ก่อนจะย้อนถามจัสตินอีกครั้ง

นายโทรหาใครก็ไม่ได้เลยใช่ไม๊? โทรทั้งหมดแล้วหรือยัง?

จะว่าอย่างนั้นก็ได้ โทรไปที่บ้านเด๊บบี้ก็ไม่มีใครรับ ไดเนอร์ก็สายไม่ว่าง ผมเลยโทรเข้าออฟฟิศคุณแต่มันโอนมาที่มือถือ….”

บ้านเด๊บบี้ ไม่มีใครรับ?   อืม....

มีอะไรเหรอ?

จัสตินเลิ่กคิ้ว มองกลับมาที่ไบรอันอย่างกังวล

ซินเธียร์ จองตั๋วกลับพิทเบิร์กให้ทีสองใบ  ของจัสติน กับฉัน    ไม่  ไม่กลับไปแล้ว เธอขอเอกสาร กับหลักฐานที่จำเป็นมาเลย  ทางนี้ฝากด้วยนะ

ไบรอันกดวางหู พลางหันมาส่งยิ้มกับจัสตินที่กำลังเลิ่กคิ้วมองเขาอย่างงงๆ

ผมดีใจนะที่คุณจะกลับไปด้วยแต่...  ผมไม่เชื่อหรอกว่าเพราะคุณห่วงผมจนปล่อยกลับไปคนเดียวไม่ได้

ลินซี่ กับเมลเพิ่งกลับมาเยี่ยม เด๊บบี้กับไมเคิลเมื่อวานนี้สองคนนั่นพักที่บ้านเด๊บบี้แต่ไม่รับสาย ไดเนอร์ก็เกิดจะมาสายไม่ว่าง โทรศัพท์ก็มาพากันล่ม แถมน้องสาวนายยังเจาะจงว่าต้องอยู่ที่นี่ นายไม่คิดว่ามันแปลกๆหรือไง?

จัสตินนิ่งไป ก่อนจะเรียบเรียงเหตุผลตามคำพูดของไบรอัน อย่าบอกนะว่า....

จะบ้าเหรอ?  เขาจะทำแบบนั้นไปทำไม? นี่มันไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะไบรอัน มอลลี่ก็ไม่ได้รู้จักกับเพื่อนๆคุณเลย แล้วทำไม...

ก็เพราะว่ามีแต่ยัยลินซี่น่ะสิที่รู้ว่าบ้านนี่...

เขาพูดออกมาเพียงแค่นั้น ก่อนจะกัดปลายลิ้นยั้งตัวเองเอาไว้ ท่าทางอารมณ์เสียอย่างจริงจังของไบรอันทำให้จัสตินยิ่งไม่เข้าใจ แต่ดูเหมือนไบรอันจะกำลังคิดว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นทั้งหมดนี้ จะเป็นสิ่งที่เกิดจากความตั้งใจของใครบางคน หรือบางกลุ่มเข้าเสียแล้ว แต่มันจะเพื่ออะไรกันล่ะ ?  คิดยังไงก็คิดไม่ออกจริงๆ กับเหตุผลที่จะทำให้ ลินซี่ เมล ไมเคิ้ล หรือแม้แต่เด๊บบี้ ร่วมมือกันทำแบบนี้ จะบ้าหรือไง?

เขาว่าความบังเอิญ ปาฏิหาริย์ รักแรกพบคือสิ่งที่มีสิทธิ์เกิดได้แค่ เศษหนึ่งส่วนร้อยของเหตการณ์ในโลกนี้นอกนั้นทีเหลือภาษาตำรวจเขาเรียกว่าการจัดฉาก ฉันไม่เชื่อเรื่องปาฏิหาริย์ หรือพรหมลิขิต บ้าบออะไรทั้งนั้น เพราะงั้น ฉันจะฉีกไอ้ฉากเวรนี้ทิ้งให้แหลกเลย นายคงได้บินกลับนิวยอร์กคืนนี้แน่จัสติน หรือนายจะไม่กลับไป?

ถ้าผมบอกว่าจะกลับก็ต้องกลับ คุณก็น่าจะรู้

จัสตินหันกลับไปหยิบเสื้อแจ๊กเก็ตตัวหนามาสวม พร้อมทั้งหยิบกระเป๋าใบใหญ่ลูกเดิมมาประทับไหล่ บอกเป็นนัยกับไบรอันว่าเตรียมตัวพร้อมที่จะเดินทาง

“อีกอย่างนะไบรอัน...  ส่วนที่หนึ่ง ใน ร้อย มันเคยเกิดขึ้นกับผมแล้ว และตอนนี้มันก็ยังไม่ใช่อดีตสำหรับผม ผมเลยคิดว่าผมเชื่อมันนะ”

ผมไปด้วยนะจัสติน!”

เสียงที่ทะลุกลางปล้องขึ้นมา ทำเอาทุกคนในแกลอรี่ต้องหันกลับไปมองขวับอย่างแปลกใจ ดิเอโก้คว้ากระเป๋า กับกุญแจรถ วิ่งตามจัสตินมา โดยมีบีทริท ตะโกนไล่หลังเสียงหลง

นั่น.... เธอหมายความว่า เธอจะแค่ ไปส่งจัสติน กับ คุณคินนี่ย์ ใช่ไม๊ ดิเอโก้?

เปล่าครับ ผมจะไปพิทเบิร์กด้วย

ดิเอโก้?

เสียงจัสตินตะโกนเรียกชื่อชายหนุ่มขวัญใจสาวๆอีกหนึ่งคนของแกลอรี่แห่งนี้ พร้อมๆกับที่ทุกคน ต่างพากันอ้าปากค้าง กับสิ่งที่ดิเอโก้ตัดสินใจลงไปโดยที่ใครๆก็คาดไม่ถึง  ท่ามกลางความตกใจ มีเพียงไบรอันเท่านั้นที่ยังคงยิ้มละไม พร้อมทั้งยกหูโทรศัพท์ขึ้นอีกครั้งเพื่อต่อหาซินเธียร์

“อีกทีนะซูเปอร์เลขาฯ ช่วยจองตั๋วไปพิทเบิร์กเพิ่มอีกใบ เปล่าๆ ไม่ใช่เธอ เธอต้องอยู่เคลียร์อะไรต่ออะไรที่นี่ก่อน ตั๋วของคุณดิเอโก้น่ะ ชื่อ ดิเอโก้ ลี รบกวนหน่อยนะซินเธียร์ บ๊ายบาย”

2009.03.0119:07

QAF : the mystery castle file08

warning : หากนี่คือการเผลอผ่านเข้ามาโดยไม่ได้ตั้งใจ ขอให้รู้เอาไว้ ว่าหากคุณคือกลุ่มคนที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายวาย หรือเกลียดเกย์เข้าไส้เข้ากระดูก คุณได้หลงเข้ามาผิดที่ผิดทางเสียแล้ว เพื่อความปลอดภัยของกระเพาะอาหารคุณ ของให้ปิดหน้าต่างหรือแท็ปนี้ทิ้งเสีย แล้วจงอย่าได้หวนกลับมาอีก ขอให้คุณโชคดีและท่องเน็ตโดยสวัสดิภาพ สวัสดี

=====Mystery castle======
file 08

ต่อให้สิบคุณมาขวาง หรือคุณอยากจะด่าผมว่างี่เง่า ไม่รู้จักคิด ผมก็ไม่เปลี่ยนใจหรอกนะ ไบรอัน

                ทันทีที่เดินพ้นทุกคนมาแล้ว จัสตินก็เป็นฝ่ายเอ่ยคำขึ้นมาก่อนด้วยน้ำเสียงเรียบ และเย็นเยือกผิกปรกติ  มันอาจจะเป็นเรื่องปรกติสำหรับคนอื่นๆ แต่สำหรับตัวเขาที่รู้จักชายหนุ่มคนนี้มานาน มันก็อดให้ไบรอันสะกิดใจกับท่าทางแบบนี้ไม่ได้จริงๆ

 สองแขนยกขึ้นกอดอก จ้องมองดวงหน้าของร่างสูงนิ่ง ไบรอันจึงชะงักฝีเท้า หันกลับมามองหน้าอีกฝ่ายชัดๆบ้าง ความรู้สึกหลายหลากระคนกันระอุขึ้นในหัวใจจนรู้สึกว่ามันเต้นผิดจังหวะ เมื่ออยู่ในมุมที่ได้เห็นดวงหน้าอันคุ้นเคยชัดเจนเต็มตาอีกครั้ง เครื่องหน้างาม เรือนผมสีบลอนด์ธรรมชาติเหมือนเส้นไหม ดูน่าสัมผัส ริมฝีปากสีอ่อน และดวงตาสีฟ้าใส เป็นประกายมุ่งมั่น ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงและดูเหมือนจะยิ่งดูดีกว่าเดิมเสียด้วยซ้ำตามวัยและประสบการร์ที่เพิ่มพูน จากหนุ่มน้อยน่ารักที่เลือดร้อน กลายเป็นชายหนุ่มรูปงามผู้แสนชาญฉลาด เติบโตอย่างงดงามอยู่ในสายตาของเขามาตลอดจนถึงเวลานี้ หลายครั้งที่ไบรอันอยากจะคิด ว่าทุกอย่างที่ทำลงไป เพียงเพราะความรู้สึกรับผิดชอบเป็นใหญ่ ไม่ใช่ความรักที่เขาไม่เคยคิดจะเชื่อถือจนกระทั่งตอนนี้ก็ตาม แต่ถ้ามันมีเพียงแค่นั้น อันที่จริงก็แทบไม่เหลืออะไรที่เขาจะต้องเป็นห่วงเป็นใยหรือมีอะไรที่เขาจะต้องรับผิดชอบในตัวจัสตินอีกแล้ว เขาควรจะเป็นอิสระ กลับไปมีชีวิตของตัวเอง และจัสตินเองก็ควรจะต้องมีเส้นทางชีวิตของตัวเองนั่นคือสิ่งที่เขาคิดว่ามันควรจะเป็นนับแต่ที่จัสตินเดินออกไปจากห้องของเขา ออกไปจากพิทเบิร์ก เหมือนลูกนกอินทรีย์ โผบินออกจากใต้ปีกพ่อแม่ ไปสู่ชีวิตใหม่เมื่อถึงเวลา  แต่ทำไมเขาถึงเป็นห่วงจนต้องทิ้งทุกอย่างเพื่อมาที่นี่ทันทีที่ได้ยินเสียงของเด็กนี่ด้วย ?

ผมจะกลับพิทเบิร์ก เที่ยวบินที่ใกล้ที่สุด คุณจะว่าผมให้ตายผมก็ไม่ฟัง

                ต่อให้นายคิดจะบินไปจ้างทีมสืบสวน ซีเอสไอ ถึง แอลเอ แล้วค่อยวกกลับมาลงพิทเบิร์กฉันก็ยังไม่คิดจะห้ามนายเลย ...    ฉันไม่คิดอะไรแทนนายหรอกนะซันไชน์ ทั้งหมดเป็นการตัดสินใจของนาย และฉันก็รู้ว่านายมีเหตุผลของนายเองที่จะทำ และเหตุผลของนายย่อมสำคัญเหนือความจริงสารพัดของคนอื่นๆ ....รวมทั้งฉันด้วย

                ดวงตาสีดำจ้องมองกลับลงมาในตาเขานิ่งเหมือนมองเห็นและล่วงรู้ความรู้สึก กับความคิดในใจเขาทุกอย่าง แม้ไม่ได้พูดหรือแสดงมันออกมาก็ตาม  จัสตินหรุบตาลง ชั่ววูบ พยายามซ่อนทีท่า อาการ และบังคับตัวเองไม่ให้ส่งความรู้สึกบางอย่างออกไปให้อีกฝ่ายรับรู้  ใช่... ถ้าจะมีใครสักคนที่รู้ ก็คงมีแต่ไบรอันเท่านั้น... สิ่งที่เกาะกินหัวใจจัสติน อยู่เวลานี้ก็คือ  ความกลัว...

                แย่ตรงที่ เหตุผล กับความเป็นจริง มันมักจะไม่ค่อยไปทางเดียวกันเท่าไหร่ และมันก็อาจทำให้คนบางคน สติแตก ทำทุกอย่างเละเทะได้ทั้งหมด พังทั้งเหตุผล เละทั้งความเป็นจริง….”

                ผมไม่ได้สติแตก ผมรู้ว่าผมกำลังทำอะไร จัสติน ก้มหน้าลง กล่าวพึมพำกับตัวเอง เพื่อหลบจากสายตาของอีกฝ่ายไม่ให้อ่านเขาได้ทะลุปรุโปร่งไปกว่านี้  ไบรอันพยักหน้าน้อยๆ พลางเดินต่อเท้ามาวนเวียนอยู่ตรงเครื่องคอมพิวเตอร์ ปลายนิ้วยาว เขี่ย เปิด จนถึงหยิบอุปกรณ์ชิ้นเล็กชิ้นน้อยยกขึ้นดูไปเรื่อนเฉื่อย ก่อนถามเสียงเบา

                แน่ใจเหรอ?

จัสตินถอนหายใจน้อยๆ ก่อนจะเดินหลีกไปอีกทางเงียบๆ พยายามผ่อนลมหายใจเข้าออกอย่างสุดกำลัง เขากำลังพยายามบังคับตัวเอง ไม่ให้ตื่นเต้นมากไป ไม่ให้กังวล ไม่ให้ร้อนรน ไม่ให้กลัว.. แต่มันก็ยาก เวลาที่ทุกความรู้สึกดังกล่าวมันโถมเข้ามาพร้อมๆกัน ยิ่งรู้ ว่ามีคนรู้ เขื่อนในใจก็ยิ่งกร่อนร่อน และพังทลายเมื่ออารมณ์พุ่งพล่านจนถึงที่สุดจนได้

                ให้ตายสิ!  ใช่ ผมไม่โอเค จริงๆผมไม่อยากกลับ!  ทำไมถึงต้องเป็นผมอีกแล้วที่ต้องเจอเรื่องแบบนี้  พรุ่งนี้ผมต้องไปพบสปอนเซอร์ มันเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตการเป็นศิลปินของผม ผมกำลังจะไปมิลาน ทุกอย่างของผมจะเริ่มต้นนับแต่นี้ และบางทีมันอาจจะเป็นโอกาสครั้งเดียวในชีวิตของผมก็ได้ แล้วทำไมทุกครั้งถ้าผมคิดว่าผมกำลังจะได้อะไรที่ดีที่สุดมา ผมก็จะต้องเสียบางสิ่งบางอย่างไป  แล้วทำไมผมจะไม่กลัวว่าครั้งนี้ อะไรที่ผมจะต้องเสียไป!”   

                ร่างเล็กหันหลังขวับ ก้มหน้านิ่งยามเมื่อความในใจทุกอย่างพร่างพรูออกมา ความในใจที่ไบรอันเองก็พอจะรับรู้อยู่แล้วตอนที่พูดคุยโทรศัพท์กัน จัสตินกำลังสติแตก แค่ได้ยินเสียงหายใจ กับ สำเนียงการพูด เขาก็รู้แล้วว่าเจ้าชายคนเก่งของเขากำลังแย่ ถึงจะดูเก่งกล้ายังไง แต่กับเรื่องแม่ และน้องสาว ถ้าจะบอกว่าเป็นจุดอ่อนของเขาก็คงไม่ผิด ไหล่เล็กไหวสั่น เมื่อในหัวมองเห็นภาพจากจินตนาการอันเลวร้ายของการสูญเสียอนาคตที่ตนเองตัดสินใจมาไขว่คว้า และกำลังจะได้มาอยู่รอมร่อ แต่ภาพที่ทำให้เขาเจ็บปวดหัวใจยิ่งกว่ากลับเป็นจินตนาการอันเลวร้ายของ.....

                แต่ที่ผมกลัวยิ่งกว่าจนไม่อยากจะกลับไปเลยก็คือ ... ถ้าผมต้องกลับไปเจอ...มอลลี่....  ผมกลัวจะต้องไปอยู่ในสถานการณ์แบบนั้น      และถ้ามันจะเป็นอย่างนั้นโดยที่ผมเลี่ยงที่จะกลับไปพบ  สิ่งที่ผมกลัวที่สุดก็จะตามมา...  ร่างเล็กชะงัก กลืนน้ำลายฝืดคอ ก่อนจะหลับตาลงช้าๆเพื่อกล่าวต่อ

สิ่งที่ผมกลัวที่สุด ก็คือผมต้องเสียใจไปตลอดชีวิต ..

                ไบรอันเพียงยืนนิ่ง จ้องมองแผ่นหลังไหวสั่นของจัสตินเงียบๆ

                ผมไม่รู้ว่าจะมีชีวิตต่อไปยังไง ถ้าต้องอยู่กับคำพูดที่อาจจะคอยตามหลอกหลอนผมไปจนตาย...   ถ้าวันนั้นฉันไม่........ คำๆนี้ มันคงทรมานที่สุด ยิ่งกว่าการที่ผมอาจเป็นได้แค่จิตรกรมือพิการ ขายงานอยู่ข้างถนนไปตลอดชีวิต… .ให้ตายสิ นี่จริงๆแล้วผมควรจะทำยังไงดี?

                ...นายนี่ยึดติดกับถนนซะจริงๆแฮะ  แต่การเอา อนิเมชั่น ทรีดี ออกมาเปิดโลกทัศน์ใหม่บนถนน ก็นับเป็นไอเดียที่ท้าทายดีนะ.....

คำพูดของไบรอันทำให้จัสตินชะงักกึ่ก หมุนตัวกลับมามองหน้าอีกฝ่ายอย่างประหลาดใจ อนิเมชั่น ทรีดี หรือการสร้างภาพเคลื่อนไหวโดยใช้คอมพิวเตอร์ เป็นสิ่งที่เขากำลังสนใจและกำลังศึกษาด้วยตนเอง แม้การสร้างงานศิลป์ ทั้งแบบปรกติ และสไตล์ดิจิตอลจะกำลังไปได้ด้วยดี แต่จัสตินก็ยอมรับว่าเขายังคงรู้สึกสนุก และหยุดสนใจการสร้างงานอนิเมชั่น ความฝันตั้งแต่เป็นเด็กไม่ได้จริงๆ เขากำลังพยายามขอคำปรึกษา และฝึกหัด เอาตัวอย่างเวิร์กชอปง่ายๆจากบริษัทคอมพิวเตอร์ กราฟฟิกแห่งหนึ่งในนิวยอร์กที่บังเอิญจัสตินไปรู้จักกับหนึ่งในทีมงานของบริษัทนั้น เอามาทดลองแก้ไขด้วยตัวเอง  แม้แต่บีทริทและดิเอโก้ยังไม่รู้เรื่องนี้ แน่นอน เขาก็ไม่เคยบอกเรื่องนี้กับไบรอันด้วย แล้วทำไม ไบรอันถึง...

คุณรู้ ?

หือ.... รู้อะไร?...     พรุ่งนี้นายนัดพวกสปอนเซอร์กี่โมง?”  มือซนรื้อผ่านไปเจอกระจกบานเล็กๆในกล่องเครื่องมือ ไบรอันก็หยิบขึ้นมาส่องหน้าตัวเองเล่นๆ ตามประสาคนรักสวยรักงาม ดูไม่ได้สนใจอะไรกับสิ่งที่พูดออกมาสักนิด  ถ้าจะมีอะไรในตัวไบรอันที่จะมองแล้วพอสังเกตได้ว่าเขาไม่ใช่ผู้ชายทั่วๆไปก็เห็นทีจะมีแต่เรื่องนี้เรื่องเดียว ไอ้โรคเห็นกระจกไม่ได้นี่ นอกเหนือจากนั้น เขาก็คือผู้ชายเพอร์เฟ็กต์ตั้งแต่เส้นผมถึงปลายเท้า ที่คงไม่มีผู้หญิงปรกติคนไหนใจแข็งเดินผ่านเขาไปโดยไม่หันกลับมามองซ้ำได้

                ประมาณสิบเอ็ดโมงเช้า

                อือฮึ... ถ้าบินจากพิทเบิร์กไฟลท์เช้าก็น่าจะถึงนี่ทันเวลาจริงไม๊?

                จัสตินจ้องมองแผ่นหลังของคนที่กำลังสนุกกับการรื้อโต๊ะคอมพิวเตอร์ดูไม่ได้ยี่หระกับอะไรเลย ก่อนจะย้อนถาม

                แล้วถ้าพรุ่งนี้... ยังไม่พบมอลลี่...

                นายจะอยู่ในทีมค้นหาแม่หนูมอลลี่ตลอดคืนนี้ และจะทำทุกอย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้ ส่วนในวันพรุ่งนี้ นายก็ตัดสินใจใหม่อีกครั้ง ว่านายจะต้องรู้สึกยังไงกับคำว่า ถ้าวันนั้น ทำไมฉันไม่กลับมานิวยอร์ก..’ ”

                คิ้วเข้มเลิ่กขึ้นพลางตีหน้าเป็นกับเขาแล้วหยิบดินสอของที่ระลึกซึ่งถูกเก็บเอาไว้ในรางเก็บดินสอของโต๊ะขึ้นมาโบกไปมาตรงหน้า บนด้ามดินสอ พิมพ์ตัวหนังสือเอาไว้ด้วยวลีฮิต ไอ เลิฟ นิวยอร์ก  น้ำเสียงทุ้มเป็นจังหวะ เอกลักษณ์ชัดเจนที่จัสตินคุ้นเคย และจำสำเนียงนี้ได้แม่นยำ ถ้าจะคิดจริงๆ สิ่งสำคัญที่อยู่ในใจเขา ก็คือไม่อยากจะเสียใจทีหลังเท่านั้น ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ใครก็คงห้ามไม่ได้ แต่อย่างน้อยก็ขอแค่ให้ได้ทำทุกอย่างอย่างเต็มที่เท่าที่จะทำได้ก็พอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องมอลลี่ หรือเรื่องมิลาน

ทุกสิ่งที่ไบรอันพูดมา คือสิ่งเหล่านั้นที่มันกระจัดกระจายไปเสียหมดเพราะความร้อนรน  แต่ไบรอันหยิบเอาทุกชิ้นส่วนในใจ มาประกอบเข้าด้วยกันอย่างดีก่อนจะหยิบยื่นกลับมาให้ในสภาพที่เป็นระเบียบเรียบร้อย แม้จะด้วยถ้อยคำและท่าทางที่ดูเหมือนล้อเล่นก็ตามที ถ้าจะมีคนที่ทำอย่างนี้ได้ ก็คงจะมีแต่ไบรอันคนเดียว  แม้หลายครั้งที่พยายามตัดใจ หลายครั้งที่จัสตินคิดว่าเขากับไบรอันมาถึงจุดสิ้นสุด ตำนานรักที่เป็นเหมือนนิยายที่ใครๆพากันจับตา สุดท้ายมันก็เป็นได้แค่ความฝัน ความรักครั้งแรก ยากที่จะเป็นครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายอย่างที่ใครๆบอก ตัวเขาเองก็คงไม่ต่างกัน ยิ่งกับคนอย่างไบรอันด้วยแล้ว มันยิ่งห่างไกลจากความหวังที่จะให้เทพนิยาย หรือตำนานรักเทือกนั้นกลายเป็นจริงได้ จะเรียกว่าเป็นเส้นขนานต่อกันเลยก็คงไม่ผิด  วันหนึ่งเขาคงจะต้องเจอคนอื่นที่จะรู้สึกด้วยได้เท่ากับหรือมากกว่าความรู้สึกที่เขามีให้ผู้ชายคนนี้ และไบรอันก็จะกลายเป็นเพียงตำนานในความทรงจำ แต่จนถึงวันนี้แม้จะมีใครต่อใคร ที่ดูเป็นความจริงพยายามหยิบยื่นความรู้สึกดีๆมาให้ จัสตินก็ไม่เคยรู้สึกได้อย่างที่รู้สึกกับไบรอันเลยสักครั้ง   

สิ่งที่ควรทำ   สิ่งที่น่าจะทำ และสิ่งที่จำเป็นต้องทำ ถ้าไม่ใช่แค่แสร้งทำเป็นสงบเพื่อข่มความกลัว  นายจะรู้ว่ามันไปด้วยกันได้ นายจะจัดสรรมันได้

จัสตินสะดุ้งนิดหนึ่ง เมื่อไบรอันเคาะแป้นคอมพิวเตอร์ และใช้มือซนๆของตนชี้ให้เขาดูบนจอมอนิเตอร์  มันคือหน้าต่างเว๊บจองตั๋วของสนามบินที่จัสตินละจากมันไปหลังจากไม่สามารถจองตั๋วได้ บนหน้าจอ กล่องแสดงข้อความบอกว่าเขาจองตั๋วไม่ได้ยังค้างอยู่กลางจอ ใต้กล่องข้อความคือเว๊บของสนามบิน จุดที่ไบรอันกำลังชี้ให้ดูคือเวลาเดินทางของไฟลท์บินที่ต้องการ ถูกจัสตินกรอกสลับช่องกับไฟลท์อื่นที่อยู่ใกล้กัน นี่เองที่ทำให้การจองตั๋วไม่สำเร็จ ถ้าไม่ใช่เพราะสติแตก จะเป็นเพราะอะไร

เพราะงั้น ฉันถึงบอกว่านายกลับไปในสภาพแบบนี้ไม่ได้แน่ๆ เพราะมันจะยิ่งเละเทะหมดทุกอย่าง ...กล้าหน่อยซันไชน์  อย่ากลัวจนสติแตก นายเคยสุขุมกว่านี้กับเรื่องของ...  คนอื่นๆ

กับเรื่องของคุณ.....   ผมไม่เคยตัดสินใจเรื่องของใครทั้งนั้น ถ้ามันไม่เกี่ยวกับคุณ คุณเองก็เหมือนกันล่ะ ไบรอัน

ใช่ เขาเองก็เหมือนกัน ไบรอันจะคิด และทำทุกอย่างด้วยความสุขุม รอบคอบเสมอกับปัญหาของจัสติน ผิดกับเรื่องของตัวเอง นัยน์ตาสีดำ จ้องกลับมายังดวงหน้าหวานใส ที่กำลังยืนนิ่ง จ้องมองตอบสายตาเขาโดยไม่พูดอะไร นอกจากรอยยิ้มละไมบนริมฝีปาก สายตาอ่อนโยน อบอุ่น ทอดมองเหมือนทุกครั้งเวลาที่จัสตินมองเขา   เห็นแล้วในหัวใจ มันรู้สึกหวิวๆยังไงชอบกล... อยากกอดคนตรงหน้าอีกสักครั้ง ผิวเนียนใต้เสื้อยืดเข้ารูปคงขาวลื่น ละมุนนิ้ว...  อะไรกัน ทั้งๆที่ก็สัมผัสร่างกายนี้มาแล้วทุกตารางนิ้ว นับร้อยนับพันครั้ง ทำไม แทนที่จะเบื่อกลับยิ่งรู้สึกอยากกอด อยากถูกร่างกายนี้โอบรัด อยาก... บ้าเอ๊ย!

                 ถ้างั้นก็ถึงเวลาที่นายควรจะหัดคิดเรื่องของคนอื่นเสียบ้างแล้วล่ะ  ยังจองตั๋วไม่ได้ใช่ไม๊? เดี๋ยวฉันจะให้ซินเธียร์จัดการให้ก็แล้วกัน

                ทางที่ดีที่สุดก็คือรีบจบเรื่องที่นี่ซะ แล้วต่างคนต่างกลับไปทำงานของตัวเอง กลับไปตามทางของแต่ละคน ก่อนที่จะทำได้ลำบากกว่านี้

ซินเธียร์.... มากับคุณที่นี่ด้วยงั้นเหรอ?.....  แค่บินมาปาร์ตี้ธรรมดาๆคุณคงไม่พาซินเธียร์มาด้วยหรอก หรือจะบอกว่าเธอก็มีปาร์ตี้ของเธอด้วยเหมือนกัน?

ไบรอันชะงักมือนิดหนึ่งขณะที่ในหัวกำลังฟุ้งซ่าน แต่เมื่อจัสตินถามถึงซินเธียร์ขึ้นมา เขาก็ทำเป็นไม่ได้ยิน แล้วล้วงมือลงไปในโค๊ท หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดต่อไปหาซินเธียร์ ป่านนี้เลขาฯ ที่เป็นทั้งพนักงานและเพื่อนที่ไว้ใจได้ที่สุดอีกคนหนึ่ง คงกำลังรอฟังข่าวจากเขาอยู่ พร้อมกับคนพวกนั้น ตอนที่เขาผลุนผลันออกมา ทีแรกซินเธียร์ก็ร้องเสียงหลง แต่พอบอกว่าเป็นเหตุการณ์ฉุกเฉินของจัสติน เธอก็เป็นธุระสานต่องานให้ทันทีโดยไม่ได้ถามอะไรอีก ช่วงเดือน สองเดือนที่ผ่านมา เขากับซินเธียร์ บินด่วนมาที่นิวยอร์กด้วยกันหลายครั้ง  และทุกครั้ง แม่เลขาฯจอมจุ้นก็จะถามเขาซ้ำๆเหมือนแผ่นเสียงตกร่องว่า จะไปหาจัสตินไม๊-  หรือ  บอกจัสตินไม๊-  โดยที่ไม่เคยได้คำตอบ  การออกจากที่ประชุมกลางคันของไบรอันในครั้งนี้ด้วยสาเหตุเพราะจัสติน จึงดูจะเป็นเรื่องที่ซินเธียร์ให้การสนับสนุนอย่างออกนอกหน้า จนถึงทุกวันนี้ไบรอันก็ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไม กลุ่มเป้าหมายสามกลุ่มใหญ่ของสินค้ากระบะออนเซลล์กลางปี นั่นคือ กลุ่มผู้หญิง ป้าปากมากอย่างเด็บบี้ และ พวกเลสฯตัวแม่อย่างยัยลินซ์กับยายเมล ถึงได้สนใจ ใส่ใจ เรื่องของเขากับจัสตินเสียนักหนา อย่างกับรอลุ้นของเซลล์นาทีทอง

ไบรอัน...  งานคุณ มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?

คำถามของจัสตินทำให้ไบรอันต้องเหลือบตากลับมามองจัสตินซ้ำ สีหน้าจริงจัง กอดอกมองเขาอย่างเป็นห่วงและต้องการคำตอบจริงๆ น้ำเสียงสงบ และไม่มีวี่แววไหวสั่นในดวงตา ผิดกับตอนที่กำลังพูดเรื่องของตัวเองลิบลับ

ผมอยากจะถามคุณตั้งแต่ตอนที่อยู่หน้าแกลอรี่แล้ว... บอกผมได้ไม๊?

"........."

"ไบรอัน?"

ให้ตายสิ พอเป็นเรื่องของฉัน เจ้าหญิงน้อยก็แปลงร่างเป็นอัศวินขึ้นมาเชียวนะ อะไรที่ทำให้นายคิดแบบนั้น?

การที่คุณมาที่นี่โดยไม่บอกผมไงล่ะ  ผมคิดว่าคุณจะเลิกทำแบบนี้กับผมแล้วนะไบรอัน ไอ้เรื่องไม่ยอมให้ผมรับรู้ปัญหาของคุณ ใจคอคุณคิดว่าผมเป็นตัวละครเก่าๆในชีวิตคุณแล้วจริงๆหรือไงกับแค่ผมอยู่ที่นี่ ส่วนคุณอยู่ในพิทเบิร์ก ที่ๆมันห่างกันแค่นั่งเครื่องบินไม่ถึงชั่วโมงนี่น่ะ?

น้ำเสียงระเบิดอารมณ์ของจัสติน ดังพอจะทำให้คนอื่นๆในแกลอรี่ ที่พยายามด้อมๆมองๆให้ได้ใกล้ที่สุดเท่าที่จะไม่ดูน่าเกลียด ได้ยินกันชัดเจน แม้แต่ดิเอโก้เอง แต่ดูเหมือนคนสองคนที่ยืนอยู่ในมุมนั้น จะไม่ได้รับรู้ถึงการมีอยู่ของผู้คนรอบตัวแม้แต่น้อย ที่จัสตินนิ่ง เมื่อถูกผู้ชายคนนั้นตอบโต้กลับมาตอนที่ถูกซักหน้าแกลอรี่ ไม่ใช่เพราะจัสตินอยู่ในสถานะที่ต้องยอมไม่ต่อคำ แต่เป็นเพราะกำลังคิดเรื่องนี้อยู่ต่างหากสินะ   ร่างสูงนิ่ง ถือหูโทรศัพท์ค้างเอาไว้ พลางเหลือบตามองคนอื่นๆที่กำลังมองมาทางนี้เป็นตาเดียวอย่างน้อยก็ให้จัสตินพอจะนึกได้บ้างว่าไม่ได้อยู่เพียงลำพังในห้อง แต่ดูเหมือนจัสตินจะไม่ได้สนใจอะไรอย่างอื่น นอกจากความจริงจากปากเขา ไบรอันถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะกล่าวตอบคำอย่างจนใจ สุดท้ายเขาก็ไม่เคยชนะสายตาห่วงใยที่มุ่งมั่นแรงกล้าแบบนี้ของจัสตินได้เลยแม้แต่ครั้งเดียว

ที่ไม่บอก เพราะมันไม่มีปัญหาอะไรน่ะสิ เจ้าหญิง

ผมจริงจังนะ! อย่ามาทำเป็นล้อเล่นเหมือนผมเป็นเด็กๆ ไบรอัน

เด็กอะไร นายแก่กว่าฉันตั้งแต่นายอายุ สิบแปดอยู่แล้ว....  รอยยิ้มทะเล้น กวนโมโหยังคงล้อเล่นกับเขาไม่ยอมเลิก แต่ก่อนที่จัสตินจะทันต่อว่าอะไรได้อีก คำพูดที่คิดเอาไว้ก็ต้องเก็บกลืน กลับไปจุกอยู่ที่หัวใจเมื่อได้ยินอีกประโยคที่ตามมา

เท่าที่ปัญหาของนาย จะยังคงเป็นฉันที่นายจะเล่าทุกอย่างให้ฟัง ฉันเองก็เหมือนกันเจ้าชาย.....  เป็นเจ้าชายโอเคกว่าไม๊?    ฉันจะได้คุยกับแม่เลขาฯโรคจิตของฉันเสียที  เอาล่ะซินเธียร์ หยุดหัวเราะ แล้วฟั...

 ทุกคำที่กำลังลื่นไหลถูกหยุดเอาไว้ เมื่อร่างเล็กกว่า โน้มคอไบรอันลงไปสัมผัสริมฝีปากนิ่มอีกครั้ง กลีบปากอุ่น ผสานกลิ่นกายที่คุ้นเคย รสสัมผัสนุ่มนวลแต่แอบแฝงความร้อนแรงเต็มเปี่ยมที่ไม่เคยพบในใครอื่น แทบจะทำให้ทุกอย่างที่กำลังเรียงลำดับอยู่ในสมอง แตกแถวกระจัดกระจาย  ...

“ขอเป็นแค่ซันไชน์ของคุณก็พอ  ขอบคุณที่คุณมาอยู่ที่นี่..... ผมคิดถึงคุณ ไบร..”

2009.02.2008:38

QAF:Mystery Castle07

warning : หากนี่คือการเผลอผ่านเข้ามาโดยไม่ได้ตั้งใจ ขอให้รู้เอาไว้ ว่าหากคุณคือกลุ่มคนที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายวาย หรือเกลียดเกย์เข้าไส้เข้ากระดูก คุณได้หลงเข้ามาผิดที่ผิดทางเสียแล้ว เพื่อความปลอดภัยของกระเพาะอาหารคุณ ของให้ปิดหน้าต่างหรือแท็ปนี้ทิ้งเสีย แล้วจงอย่าได้หวนกลับมาอีก ขอให้คุณโชคดีและท่องเน็ตโดยสวัสดิภาพ สวัสดี

=====Mystery castle======
file 07



เสียงจากใครคนหนึ่งดังแทรกขึ้นมากลางคำโต้ตอบสนทนา ระหว่างจัสติน และ ดิเอโก้ เสียงนั้นทำให้ร่างเล็กที่กำลังยืนอยู่หน้าประตูแกลอรี่ แทบจะหมุนทั้งตัวกลับไปมองบนถนนด้านหลัง ด้วยหัวใจที่รู้สึกคล้ายมันจะหยุดเต้นไปชั่วขณะ
รถแท็กซี่สีเหลืองจัดของมหานครหลวงเพิ่งจะเคลื่อนผ่านไป หลังจากคนๆหนึ่งก้าวลงมา และปิดประตูรถกลับไป เบื้องหน้าคือแกลอรี่ชื่อดังย่านธุรกิจกลางเมือง ร่างสูงโปร่งโดดเด่นในเสื้อโค๊ตมีดีไซน์เฉพาะจากแบรนด์เนมชื่อดังสีเทาเข้ม คลุมทับสูทสีดำดีไซน์ที่ดูเหมือนเพิ่งเปิดผ่านจากแคตาล๊อกแฟชั่นมิลานคอลเล็กชั่นฤดูหนาวเล่มล่าสุดเมื่อครู่นี้เอง ช่วงบ่ากว้าง แต่ช่วงขากลับยาวเรียวเข้ากับกางเกงสูททรงตรงเน้นรูปร่างของแบรนด์ดังอย่างเหมาะเหม็ง แว่นตาดำแบรนด์เดียวกับสูทรับกับเรือนผมสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำ ดวงหน้าเกลี้ยงเกลาคมสัน จมูกโด่ง ริมฝีปากหยักสีสดด้วยผลของอากาศที่เย็นจัด ไรหนวดเขียวจางๆบนร่องคางบุ๋ม ดูดีเสียจนเรียกสายตาผู้คนที่เดินสัญจรให้หันกลับไปมองได้ทุกคู่อย่างไม่มีละเว้น นักธุรกิจที่สวมใส่ในชุดเสื้อผ้าอาภรณ์มีราคา แม้จะปรากฏให้เห็นเกลื่อนตาในย่านนี้ แต่คนที่ดูดี โดดเด่นได้ขนาดนี้ไม่ได้มีให้เห็นบ่อยนักเลย
“ช่วยดูหน่อยสิ ... ฉันดูแคตาล็อกแฟชั่นมากไปจนหลอนหรือว่าวันนี้จะมีถ่ายแบบสูทอาร์มานี่แถวนี้?”
“สติเธอยังดีอยู่ ฉันก็เห็นเหมือนที่เธอเห็น ดูดีอะไรอย่างนี้นะ แต่หน้าคุ้นๆ.... เหมือนเคยเห็นที่ไหน.... เอ๊..”
“ตุ่บ!”
ยังไม่ทันที่เหล่าพนักงานสาวๆ และประชาสัมพันธ์ในแกลอรี่จะวิพากษ์วิจารณ์ได้จบ ทุกคนก็ต้องสะดุ้งพร้อมกับอ้าปากค้าง เมื่อร่างเล็กที่ยืนอยู่หน้าประตู ทิ้งข้าวของที่หอบติดตัวลงกับพื้น แล้ววิ่งโถมทั้งตัวโดดเข้ากอดคนๆนั้นสุดแรงจนอีกฝ่ายแทบหงายหลัง
ผู้ชายที่เพิ่งมาใหม่อ้าแขนรับ และดึงร่างเล็กเข้าหาตัวโอบรัดแนบแน่นแทบจะในวินาทีเดียวกัน เพียงแค่อ้อมแขนจากชายหนุ่มในเสื้อโค๊ตโอบตอบรับ จัสตินก็โน้มดวงหน้าของเขาลงมาแนบริมฝีปากไม่สนใจใคร จูบที่เนิ่นนาน และโหยหาเกินกว่าจะเป็นจูบทักทาย ดูยังไงก็เหมือนคู่รักที่ไม่ได้เจอกันมาสักสิบปี ภาพที่เห็นทำเอาบีทริท และสาวๆทั้งแกลอรี่ พากันอ้าปากค้างแล้วหันไปขอคำตอบด้วยสายตาตื่นตระหนกจากดิเอโก้เป็นตาเดียว แต่ก็ไร้ประโยชน์ เพราะดิเอโก้เองก็ได้แต่ส่ายหัว พลางส่งสายตาตกตื่นแบบเดียวกันกลับมาให้ทุกคน เป็นนัยบอกให้รู้ว่าเขาเองก็ไม่มีข้อมูลเหมือนกัน
“ติดต่อฮอร์เวิร์ดได้ไม๊?”เสียงทุ้มติดจะแหบพร่า กระซิบถามเบาๆที่ริมใบหู จัสตินพยักหน้า ริมฝีปากอิ่มของชายหนุ่มร่างสูงกว่า จูบเบาๆที่ปลายจมูกรั้นอย่างอ่อนโยน หน้าผากแตะหน้าผาก ริมฝีปากและเรือนผมบลอนด์นิ่ม คลอเคลียแนบชิดไม่ยอมผละห่าง ฝ่ามือหนาของคนมาใหม่ลูบเบาๆที่แก้มเย็น ก่อนจะสอดสางเข้าในเรือนผมอย่างปลอบโยน จัสตินดึงมืออีกข้างที่แนบแก้มตนอยู่มาจูบเบาๆ ก่อนจะโน้มตัวโอบกอดคนๆนั้นอีกครั้งนิ่ง เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นชายหนุ่มผู้ที่ทุกๆคนรับรู้ว่าแม้จะทำตัวเนื้อหอม หว่านเสน่ห์ไปทั่ว แต่ก็ หยิ่ง ถือตัว และไม่เคยต้องวิ่งตามใครมาตลอดตั้งแต่อยู่ที่นี่ อย่างจัสติน เทเล่อร์ จะมีช่วงเวลาแห่งความอ่อนไหวแบบนี้อยู่ด้วย แม้จะไม่ได้ดูออดอ้อน หวานแหว๋วอะไรมากมาย แต่เท่าที่เห็นนี่ก็เกินพอแล้วหรับคนอย่างเขาที่จะปฏิบัติกับใครสักคน ว่าแต่... คนๆนี้คือ..?
“อื้อ เขาจะจัดการทุกอย่างให้ด้วยตัวเองทันที เพราะยังลงเป็นบันทึกข้อความไม่ได้ ผมพึ่งแฟ็กซ์บ้านที่มอลลี่ขอให้ผมวาดให้ก่อนที่จะขาดการติดต่อไปให้ฮอร์เวิร์ด....... เดี๋ยว…ทำไมคุณอยู่ที่นี่?”
ร่างเล็กกว่าโน้มตัวออกห่างจากอีกฝ่าย เท้าที่เหยียดเขย่งอยู่กลับมายืนบนพื้นอีกครั้ง พลางเหลือบตาขึ้นจ้องมองดวงหน้าใต้แว่นดำนั้นอย่างคาดคั้น ร่างสูงนิ่งไปไม่ตอบคำ
“มิน่าผมถึงติดต่อคุณได้อยู่คนเดียว เพราะคุณอยู่นิวยอร์ก”
“ช่างโชคดีจริงๆที่บังเอิญฉันไม่ได้อยู่ในพิทเบิร์ก....”
“คุณมาที่นิวยอร์ก แต่ไม่บอกผม...”
“นี่ฉันกลายเป็นนักโทษที่ถูกคุมความประพฤติ จะไปไหนต้องโทรรายงานตั้งแต่เมื่อไหร่กันเนี่ย?”
คำโต้ตอบสุดท้ายทำให้จัสตินหยุด จ้องมองอีกฝ่ายนิ่งไม่ต่อคำ
“เอ่อ.....”
เมื่อเห็นท่าว่าอาจจะเกิดบรรยากาศมาคุขึ้นระหว่างจัสติน กับใครอีกคนที่ก็ไม่รู้ว่าคือใคร บีทริทจึงตัดสินใจส่งสัญญาณกระแอมกระไอออกไปขัดจังหวะ ก่อนที่สถานการณ์ซึ่งเลวร้ายอยู่แล้ว จะยิ่งย่ำแย่ไปกันใหญ่
เสียงกระแอมของบีทริท ทำให้จัสตินได้สติ และรู้ตัวว่าในที่นี้ไม่ได้มีเพียงตนอยู่ลำพัง เขาหันกลับมาหาทุกคนที่กำลังออกันอยู่หน้าประตูแกลอรี่และจ้องมองมาอย่างสงสัยระคนตกใจ แน่นอนต้องมีสาเหตุมาจากเป้าสายตาเบื้องหลังเขา แม้แต่ดิเอโก้เองที่ก้มลงเก็บข้าวของที่เขาปล่อยทิ้งเอาไว้หน้าประตูมาส่งให้ ก็กำลังจ้องมองคนที่มาใหม่อย่างสนใจเช่นกัน
“ขอโทษครับที่ไม่ได้แนะนำ บีทริท ครับนี่ ไบรอัน คินนี่ย์ ไบรอัน นี่บีทริท สมิทธ์ เธอเป็นผู้จัดการของแกลอรี่นี้ ส่วนนี่ ดิเอโก้ ลี เป็นอาร์ติสสไตล์อิมเพรสชั่นนิส ชื่อดังของที่นี่”
ทั้งบีทริท และดิเอโก้เดินตรงเข้ามาทักทายกับ “แขก” ที่พึ่งมาใหม่ด้วยรอยยิ้ม แต่ในสายตา ปิดความสนใจ และสงสัยเอาไว้แทบไม่มิด ไบรอันยิ้มทักทายทุกคน และ ดูจะหยุดที่ดิเอโก้เป็นพิเศษ ถ้อยคำทักทายยินดีที่ได้รู้จัก เกือบจะอดไม่ได้ที่จะต่อคำถามเร่งเร้าให้จัสตินรีบแนะนำอีกฝ่ายต่อทันทีว่าเขาคือใคร ของจัสตินกันแน่
“ไบรอัน เป็น ... คุณอยากให้ผมแนะนำว่ายังไง?”
จัสตินหันไปถามร่างสูงที่กำลังดึงแว่นเก็บลงกระเป๋าเสื้อโค๊ท ดวงตาสีดำกลมโต เป็นประกาย แม้จะมีร่องรอยของวัยบอกชัดว่าไม่ใช่เด็กๆ แต่ก็ไม่มีผลอะไรกับแววตา และบุคลิกที่ดูมีเสน่ห์เสียจนพนักงานสาวๆในที่นั้นจ้องมองตาไม่กระพริบ แม้แต่ดิเอโก้เองก็ตาม คนๆนี้ หรือว่า...
“แล้วแต่ว่าหนุ่มหล่อคนนี้เป็นอะไรกับนาย....ตอนนี้”
นัยน์ตาดำขลับจ้องมองดิเอโก้ด้วยรอยยิ้มน้อยๆ ที่ทำเอาบีทริทต้องมุ่นคิ้ว ในขณะที่ดิเอโก้ร้อนๆหนาวๆ ถ้าสองคนนี้เป็นอย่างที่คิด แล้วผู้ชายคนนี้ยังกล้ามองเขาแบบนี้ต่อหน้าจัสตินก็นับว่าประหลาดเกินไปล่ะ จัสดินเองก็มองเห็นสายตานั้นของไบรอันอย่างชัดเจน เขาคลี่ยิ้มน้อยๆ ก่อนจะแนะนำ
“ดิเอโก้เป็นเพื่อนผม”
“อือฮึ... นายหักห้ามใจได้ยังไงกับหนุ่มอาร์ติสที่มีเสน่ห์ขนาดนี้ น่าเสียดายแทนจริงๆ….”
ยังคงมีรอยยิ้มระบายอยู่บนมุมปาก เป็นยิ้มที่บีทริทและดิเอโก้ไม่เข้าใจว่าทำไม ร่างเล็กยังคงยิ้มออก เป็นยิ้มที่ตีความลำบากเหมือนกับทุกครั้ง จัสตินมักจะเพียงยิ้มน้อยๆแบบนี้เสมอ ดิเอโก้และบีทริทลอบสบตากัน หรือว่าคนๆนี้จะไม่ใช่คนที่คิด ? ไบรอันเหลือบตากลับมามองหน้าชายหนุ่มผมบลอนด์ข้างกาย ก่อนจะถามเขาด้วยน้ำเสียงทุ้มแผ่วน่าฟัง
“ไม่แนะนำต่อแล้วเหรอ?”
“ผมไม่แน่ใจว่าคุณอยากให้ผมแนะนำคุณว่าอะไร”

กล่าวพลางสายตาก็เหลือบไปทางดิเอโก้ สายตาที่หว่านเสน่ห์อย่างจงใจกับดิเอโก้ทำให้จัสตินไม่รู้ว่าควรจะแนะนำว่าอีกฝ่ายเป็นอะไรกับตนดี จะบอกว่าเป็นเพื่อน ท่าทางที่แสดงออกต่อกันก็คงจะบอกแบบนั้นลำบาก ครั้นจะบอกว่าแฟน เขาเองก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะพอใจแค่ไหน ต่อหน้าชายหนุ่มอย่างดิเอโก้ เขาควรจะใช้คำพูดที่ดูแสดงตัวเป็นเจ้าเข้าเจ้าของกับคนๆนี้เวลานี้ดีไม๊? และถ้าทำแบบนั้นลงไป เขาจะได้รับการตอบสนองที่ดีหรือแย่กันแน่ ถ้าเป็นเวลาปรกติ จัสตินคงไม่แคร์อะไรกับผลที่จะตามมา แต่ในหัวสมองของเขาเวลานี้มีอะไรต่ออะไรยุ่งเหยิงมากพออยู่แล้ว เขาเองก็ไม่อยากจะเพิ่มความรู้สึกที่มันแย่ไปกว่าที่เป็นให้กับตัวเองอีก
“เอาไว้ทีหลังแล้วกัน ตอนนี้ฉันจะเป็นอะไรก็คงไม่สำคัญไปกว่าเรื่องว่าที่ปิกัสโซ่กำลังจะหนีกลับบ้านหรอก ขอโทษนะคุณดิเอโก้ .......บีทริทด้วย ผมขอยืมตัวว่าที่ปิกัสโซ่สักครู่นะครับ”
จบคำด้วยรอยยิ้มแล้วอ้อมแขนก็เอื้อมสอดเข้าโอบเอวจัสติน เกี่ยวให้หมุนกลับมาหาตนก่อนจะโอบพาเดินเข้ามาในแกลอรี่เพื่อหามุมส่วนตัวคุย ซึ่งจัสตินเองก็ยอมเดินตามเขาไปด้วยดี
“ทำแบบนี้ไม่ต้องแนะนำก็รู้แล้วล่ะมั๊ง? แต่แหม.....ดูดีเป็นบ้าเลย”
พ้นสายตาไปได้ยังไม่ทันไร พนักงานสาวๆก็วิ่งจู๊ดมารวมกัน กระซิบกระซาบอย่างตื่นเต้น
“แค่ดูดีที่ไหนล่ะ หล่อขาดใจสุดๆไปเลยต่างหาก ดูแล้วน่าจะอายุมากกว่าจัสตินเยอะเลยนะ ตายแล้ว นี่ผู้ชายดีๆพากันหันหลังให้ท่านกันหมดแล้วหรือคะพระเจ้า หล่อขนาดนี้กิ๊กกับจัสตินตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมฉันถึงไม่เคยเห็นมาก่อน”
“ฉันนึกออกแล้ว! นี่ไงล่ะ ไบรอัน คินนี่ย์ เจ้าพ่อแอดฯชื่อดังของวงการโฆษณา ประธานบริษัทคินเนติกส์ ที่พิทเบิร์ก เขากวาดลูกค้าแบรนด์ดังๆของอเมริกาไปตั้งเยอะ ปีที่แล้วผลกำไรของคินเนติกส์ติดอันดับท็อปเท็นของบริษัทแอดฯแถบอเมริกาเหนือเชียวนะ บริษัทโฆษณาของที่นี่ว่าแน่ๆยังขยาดเขาเลย โอ๊ย ตัวจริงทั้งหนุ่ม แถมยังหล่อกว่าในหนังสืออีก อย่าบอกนะว่าเขากับจัสติน.... ว๊าย ตายแล้ว! ฉันอยากจะกรี๊ด!” ประชาสัมพันธ์สาวที่พึ่งวิ่งกลับมาพร้อมหนังสือในมือ กางหน้าที่ลงเรื่องของหนุ่มใหญ่รูปหล่อที่เพิ่งพาจัสตินของพวกตนเดินฉีกตัวออกไป พลางส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดมุงดูหนังสือกันอย่างสนอกสนใจ
“เสียดายหรือยะ?”
“บ้า! เขาประกาศตัวว่าเป็นเกย์เต็มปากเต็มคำ ยังจะเหลืออะไรให้เสียดาย ที่ฉันกรี๊ดเพราะตั้งแต่เกิดมาก็เพิ่งคราวนี้แหละ ที่ฉันได้เป็นหนึ่งในผู้ร่วมเหตุการณ์รับรู้เต็มสองตาว่าสุดยอดหนุ่มโคตรฮอตสองวงการ แอบกิ๊กกันโดยที่ฉันได้รู้ก่อนหนังสือพวกนี้น่ะสิยะ กรี๊ดดดดดดด” ประชาสัมพันธ์สาวโดดเหย็งๆพลางจิ้มหนังสือในมืออย่างสะใจ ดิเอโก้เพียงยืนนิ่ง มองจัสตินและไบรอันที่กำลังยืนคุยกันด้วยสีหน้าค่อนข้างเคร่งเครียดอยู่ในมุมหนึ่งของแกลอรี่ บีทริทเดินเข้ามายืนข้างๆเขาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ สาวใหญ่ตบบ่าดิเอโก้เบาๆ ด้วยรอยยิ้ม
“ดิเอโก้...”
“คุณเห็นที่เขามองผมไม๊บีทริท ?”
“เต็มตาเลยล่ะ แต่เธอก็เห็นจัสตินแล้วนี่? เขาหล่อดี แถมดังด้วย คนอย่างจัสติน ฉันว่าน่าจะแค่กิ๊กๆไว้เพื่อประโยชน์ ไม่ได้จริงจังอะไร ไม่งั้นลองแฟนโปรยเสน่ห์ใส่หนุ่มอื่นต่อหน้าต่อตาแบบนี้ คงเป็นเรื่องไปแล้ว”
“จัสตินทำได้ทุกอย่างก็จริง แต่เขาไม่ใช่คนที่จะนอนกับใครเพื่อเหตุผลนี้แน่ เขาหยิ่งกว่าที่คุณคิดนะครับ อีกอย่าง... ถ้าคุณยืนอยู่ตรงที่ๆผมยืน คุณจะไม่คิดแบบนั้น.....” ดิเอโก้เดินหลีกไปอีกทาง ความสัมพันธ์ของสองคนนั่นมีมากกว่าที่สาวๆ หรือแม้แต่บีทริทคิดแน่ๆ แต่มันก็ดูแปลกๆเสียจนเขาอดเป็นห่วงไม่ได้ มันยังไงกันนะ? อดไม่ได้ที่คำพูดเก่าๆของจัสตินจะผุดขึ้นมาให้เขาประติดประต่อได้เป็นฉากๆ หรือว่า..... ไม่! ถ้าผู้ชายคนนี้เป็นคนรักของจัสตินจริงๆ บอกตามตรงว่าเขาคงทำใจลำบากถ้าจะบอกว่าต้องยอมแพ้ให้กับคนที่มองเขาตาเป็นประกายต่อหน้าคนที่คบอยู่ได้หน้าตาเฉย คนอย่างจัสตินน่ะเหรอที่ผู้ชายคนนั้นควรจะได้หัวใจไป ถ้าผู้ชายคนนี้มีดีแค่ที่เห็น และเท่าที่พวกสาวๆวิพากษ์วิจารณ์.... ไม่! มันไม่ได้สมควรเลยสักนิด ถ้าจะเป็นผู้ชายคนนี้จริงๆล่ะก็ เขาขอฮึดสู้สุดฤทธิ์อีกครั้งเสียดีกว่า ไบรอัน คินนี่ย์.....!!!
2009.02.2008:36

QAF:Mystery Castle06

warning : หากนี่คือการเผลอผ่านเข้ามาโดยไม่ได้ตั้งใจ ขอให้รู้เอาไว้ ว่าหากคุณคือกลุ่มคนที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายวาย หรือเกลียดเกย์เข้าไส้เข้ากระดูก คุณได้หลงเข้ามาผิดที่ผิดทางเสียแล้ว เพื่อความปลอดภัยของกระเพาะอาหารคุณ ของให้ปิดหน้าต่างหรือแท็ปนี้ทิ้งเสีย แล้วจงอย่าได้หวนกลับมาอีก ขอให้คุณโชคดีและท่องเน็ตโดยสวัสดิภาพ สวัสดี

=====Mystery castle======
file 06

ชายหนุ่มกดวางสายไปโดยไม่รอฟังคำใดๆจากอีกฝ่ายต่อ อันที่จริงเขาก็พอจะรู้อยู่แล้ว และมันก็คงจะไม่ต่างอะไรกับคำพูดที่ทุกคนที่นี่กำลังจะตะโกนใส่เขา นั่นก็คือ
“ว่าไงนะ! ไม่ได้นะจัสติน! เธอจะกลับพิทเบิร์กตอนนี้ไม่ได้นะ! อย่าลืมสิว่าพรุ่งนี้เธอต้องทำอะไร!”
ร่างเล็กไม่แยแสต่อเสียงเซ็งแซ่ และท่าทางวุ่นวายของผู้คนรอบตัว เขากดโทรศัพท์ต่อถึงสถานีตำรวจ แล้วขอให้โอนสายเข้าสถานีส่วนของเมืองพิทเบิร์กทันทีเพื่อติดต่อกับนักสืบฮอร์เวิร์ด คนรักของเด็บบี้ ไม่นานนักเขาก็ได้พูดสายกับฮอร์เวิร์ด คุณนักสืบออกจะแปลกใจทีเดียวกับการที่อยู่ๆก็มีสายโทรศัพท์จากจัสตินตรงถึงเขา แต่เมื่อทราบเรื่องคร่าวๆ ฮอร์เวิร์ดก็ไม่ลังเลที่จะตอบรับเป็นธุระจัดการให้ เขาซักถามข้อมูลก่อนที่มอลลี่จะขาดการติดต่อไป รวมถึงสถานที่สุดท้ายเท่าที่มอลลี่พูดถึงด้วย จัสตินจึงบอกจุดที่เขาคาดการณ์เอาไว้ให้ฮอร์เวิร์ดรู้ทั้งหมด รวมถึง...
“ผม... ไม่แน่ใจว่าภาพวาดที่ผมมีจะพอใช้ได้ไม๊ แต่มอลลี่เป็นคนโทรบอกให้ผมวาด..... แต่ผม.. ไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ผมวาดออกมา จะมาจากจินตนาการของผมเองหรือว่าของมอลลี่กันแน่...”
“ไม่ว่ามันจะมาจากไหน มันเป็นประโยชน์ทั้งนั้น แฟกซ์ภาพนั่นส่งมาให้ฉัน จัสติน ถึงตอนนี้จะยังลงบันทึกข้อความไม่ได้ แต่ไม่มีใครห้ามนักสืบไม่ให้หาข้อมูลได้”
เสียงของฮอร์เวิร์ดยามเมื่อพูดกับเขา เต็มเปี่ยมไปด้วยความรอบคอบและให้ความเชื่อมั่นตามประสาคนที่มีประสบการณ์ จริงอย่างที่ไบรอันพูดทั้งหมด ติดต่อฮอร์เวิร์ดได้สักคนก็ดีกว่าเขาโทรไล่ไปตามเบอร์มือถือของทุกคนเท่าที่มีอยู่ในเครื่องทั้งเครื่องด้วยซ้ำ
“เอ่อ ฮอร์เวิร์ด... ผม.... ไม่แน่ใจว่า..... ไม่ครับ ไม่มีอะไร..”
“หือ? เธอยังมีอะไรที่ยังไม่ได้บอกฉันอีกหรือเปล่า?”
ฮอร์เวิร์ดถามซ้ำเมื่อเห็นอีกฝั่งสายอึกๆอักๆ คล้ายมีอะไรจะพูดแต่ก็ยั้งคำไว้
“...... ไม่มีอะไร เดี๋ยวผมจะรีบแฟกซ์รูปไปให้คุณเดี๋ยวนี้นะครับ”
เขาตัดสินใจจบประโยคเพียงแค่นั้น แม้ในใจจะกำลังคิดถึงบ้านหลังนั้นอยู่ แต่มันเป็นไปไม่ได้เอาเสียเลยที่จะบังเอิญได้ถึงขนาดนั้น เขาไม่ควรทำให้ฮอร์เวิร์ดเขว กับข้อมูลไร้สาระที่ความเป็นไปได้ต่ำเหลือเกิน จัสตินคว้าภาพวาด เดินตรงดิ่งไปที่เครื่องแฟกซ์ โดยมีดิเอโก้ บีทริท และคนอื่นๆวิ่งตามไปด้วยติดๆ
“จัสติน ใจเย็นๆก่อน เธอน่าจะลองรอฟังข่าวอีกสักนิดนะ บางทีมันอาจจะเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดกันเฉยๆก็ได้ อย่าเพิ่งรีบร้อนกลับตอนนี้เลย”
“ผมก็หวังให้มันเป็นอย่างนั้นครับบีทริท”
หลังจากส่งแฟกซ์เสร็จเรียบร้อย ชายหนุ่มก็เดินตรงดิ่งมาที่เครื่องคอมพิวเตอร์ เพื่อบุ๊คอี-ทิกเก็ตเที่ยวบินที่ใกล้เวลาที่สุดเพื่อกลับพิทเบิร์ก ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดของทุกคนรอบข้าง รวมถึงเสียงคัดค้านกันระงม
“แล้วพรุ่งนี้ล่ะ? แล้วพรุ่งนี้จะทำยังไง”
“รอก่อนเถอะนะจัสติน อย่าเพิ่งใจร้อนเลยนะ บางทีมันอาจจะไม่ได้เลวร้ายอย่างที่คิดก็ได้”
“นี่ก็เพิ่งผ่านไปไม่ถึงชั่วโมง เดี๋ยวสัญญาณเครือข่ายก็หายล่ม ถึงตอนนั้นค่อยคิดดูอีกทีดีกว่านะจัสติน”
“พรุ่งนี้เธอต้องพบพวกสปอร์นเซอร์นะจัสติน ถ้าเธอไม่เข้าพบ ฉันกลัวว่า ...”
“ผมจะเป็นคนโทรไปขอโทษเขาด้วยตัวเองถ้าหากว่าผมบินกลับมาไม่ทัน.. ให้ตายสิทำไมยังกดคอนเฟิร์มไม่ผ่านนะ!”
ปลายนิ้วคลิกเม้าส์ซ้ำๆอย่างหัวเสีย เมื่อระบบการจองตั๋วผ่านอินเตอร์เน็ตดูจะชักช้าไม่ทันใจ
“ถ้าแค่ขอโทษแล้วจบก็ดีน่ะสิ จัสติน.... จัสติน”
“ถ้าผมยังไม่ตาย จะมิลาน ปารีส หรือไกลยิ่งกว่านั้น ผมก็ยังมีโอกาส แต่ถ้าวันนี้เกิดอะไรขึ้น ผมจะเสียใจยิ่งกว่าที่ผมไม่ได้ทำอะไรเลย ... แม่งเอ๊ย เครื่องเป็นอะไรวะ!”
ถ้อยคำที่โพล่งออกมาบอกชัดถึงความตั้งใจแน่วแน่ และสภาพอารมณ์ของคนพูดอย่างชัดเจนจนทุกคนที่รุมล้อมรอบตัวพากันถอยหลังคนละก้าว การคอนเฟิร์มตั๋วฟ้องให้เริ่มต้นใหม่พร้อมกับที่จัสติน ก็ฟาดมือทุบโต๊ะดังปังอย่างหัวเสีย ใช่ว่าเขาไม่สับสน ใช่ว่าเขาจะเด็ดเดี่ยว กล้าหาญ ตัดอนาคตตัวเองได้อย่างไม่แยแส เขาเองก็เป็นแค่คนธรรมดา ไม่ใช่ฮีโร่หรือวีรบุรุษมาจากไหน สิ่งที่ทำก็เพียงแค่เขา ไม่อยากต้องมาจมปลักอยู่กับคำว่า “ถ้าวันนั้นฉันไม่...” ไปตลอดชีวิตก็เท่านั้นเอง
ร่างเล็กคว้ากระเป๋าลูกใหญ่ที่สะพายติดตัวอยู่เสมอพร้อมทั้งเสื้อโค๊ตกับแฟ้มผลงานที่ไม่เคยห่างตัว สาวเท้าตรงไปที่ประตูทางออกของแกลอรี่ทันที ดิเอโก้และบีทริท ต่างก็ตาลีตาเหลือกวิ่งตามเขามา พลางตะโกนไล่หลังกันเสียงหลง ดิเอโก้ที่ไวกว่า ไล่ตามจัสตินมาทันที่หน้าแกลอรี่พอดี เขาคว้าแขนจัสตินไว้ ละล่ำละลักเอ่ยคำที่หวังว่าอย่างน้อย จะสะกิดใจชายหนุ่มบ้างสักนิดก็ยังดี
“จัสติน! เดี๋ยวจัสติน! ผมเคารพการตัดสินใจของคุณนะ แต่คุณกลับไปตอนนี้ก็ช่วยอะไรไม่ได้ คุณทำเท่าที่คุณทำได้หมดแล้วนะจัสติน ต่อจากนี้ไม่ใช่ส่วนที่คุณจะทำอะไรได้อีกแล้ว”
“ผมรู้ แต่ผมก็อยู่ที่นี่ไม่ได้เหมือนกัน.... ผมรออยู่ที่นี่ในสภาพนี้ไม่ได้!”
“ตัวนายเองก็ไปในสภาพนี้ไม่ได้เหมือนกัน..... ซันไชน์”


TBC

2009.02.1204:15

QAF:Mystery castle05

warning : หากนี่คือการเผลอผ่านเข้ามาโดยไม่ได้ตั้งใจ ขอให้รู้เอาไว้ ว่าหากคุณคือกลุ่มคนที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายวาย หรือเกลียดเกย์เข้าไส้เข้ากระดูก คุณได้หลงเข้ามาผิดที่ผิดทางเสียแล้ว เพื่อความปลอดภัยของกระเพาะอาหารคุณ ของให้ปิดหน้าต่างหรือแท็ปนี้ทิ้งเสีย แล้วจงอย่าได้หวนกลับมาอีก ขอให้คุณโชคดีและท่องเน็ตโดยสวัสดิภาพ สวัสดี

=====Mystery castle======
file 05

“เกิดอะไรขึ้น จัสติน!”
ทันทีที่เขาเริ่มตะโกนใส่หูโทรศัพท์ ทุกคนที่ด้อมๆมองๆอยู่รอบตัวก็พากันกรูเข้ามาหาอย่างตกอกตกใจ จัสตินไม่ตอบคำ เขายังคงตะโกนเรียกมอลลี่ต่อไป แต่ก็เปล่าประโยชน์ ในที่สุด เสียงสัญญาณโทรศัพท์ก็ดับไป
“จัสติน?”
“น้องผมครับ!...... ให้ตายสิ ต่อกลับไม่ได้!” ชายหนุ่มพยายามกดโรกลับไปอีกหลายต่อหลายครั้งแต่ก็ไร้ผล ไม่มีใครรับที่อีกฝั่งสาย ริมฝีปากสีสดขบเม้มเข้าหากัน นัยน์ตาสีฟ้าใสบัดนี้ดูร้อนรนจนทุกคนพากันปั่นป่วนตามไปด้วย จัสตินเคยสุขุมเสมอในเรื่องงาน และตลอดเวลาที่อยู่ที่นี่ ทุกคนก็เห็นแต่เวลาที่เขาทำงานเท่านั้น ครั้งนี้จึงแทบจะเป็นครั้งแรกที่ได้เห็นจัสตินในสภาพที่เป็นอยู่ขณะนี้
“ฮัลโหล ฮัลโหล แม่ครับ ได้ยินผมไม๊?”
“ไฮ ลูกรัก สัญญาณไม่ค่อยดีเท่าไหร่นะ ดูเหมือนเครือข่ายที่นี่จะมีปัญหาเพราะอากาศน่ะ ว่าไงปิกัสโซ่สุดหล่อของแม่ แม่ตั้งใจจะโทรไปหาคืนนี้พอดีก่อนลูกจะเดินทาง...”
จัสตินต่อโทรศัพท์ถึงแม่ทันทีที่รู้ว่าไม่สามารถติดต่อมอลลี่ได้แน่นอนแล้ว เสียงแม่ใส และฟังดูสดชื่นที่ได้รับโทรศัพท์จากเขา แม้ว่าอันที่จริง จัสตินก็โทรศัพท์หาเธอเป็นประจำแม้จะไม่มีเรื่องอะไรคุยกัน หรือแค่กล่าวสวัสดีคำเดียวก็ตาม แต่แม่ก็ยังคงมีน้ำเสียงดีใจแบบนี้อยู่เสมอ ผิดแต่ครั้งนี้เขามีเรื่องจะคุย ซึ่งอันที่จริง ไม่ใช่เรื่องที่คาดหวังอยากจะให้มันมีเลยด้วยซ้ำ
“แม่ติดต่อมอลลี่ทีครับ เพื่อนของเธอที่ชื่อฟิโอน่าด้วย ยัยตัวแสบไม่ได้อยู่ในพิทเบิร์กตอนนี้ แต่อยู่ที่ไหนสักแห่งทางเหนือ ห่างจากพิทเบิร์กอย่างน้อยสองชั่วโมง ยายนั่นเพิ่งขาดการติดต่อกะทันหันกับผมไปเมื่อกี๊ แล้วผมก็ติดต่อไม่ได้อีกเลย ผมกลัวว่าจะเกิดเรื่อง”
“เดี๋ยวจัสติน แม่ได้ยินไม่ค่อยชัด สัญญาณไม่ดี ลูกพูดใหม่ ช้าๆอีกครั้งได้ไม๊?” เสียงแม่ฟังดูตกตื่น เธอน่าจะได้ยินถ้อยคำส่วนใหญ่ชัดเจนพอสมควร แต่ยังไม่แน่ใจนัก และกำลังคิดว่าอาจต้องฟังทุกคำให้ชัดเจนเต็มร้อยอีกครั้ง
“มอลลี่หายไปเฉยๆที่ถนนสาย ยี่สิบเอ็ดห่างจากตัวเมืองไม่ต่ำกว่าสองชั่วโมงทางเหนือของพิทเบิร์กครับแม่”
“พระเจ้า พระเจ้า.. พระเจ้า...!!”
“แม่ แม่ครับ ผมหมายความว่าผมติดต่อมอลลี่ไม่ได้กะทันหันเท่านั้นครับ แม่... แม่ได้ยินผมไม๊? แม่ครับ”
“....... ติด........ นะ.... ห่วง ....”
“ อะไรนะครับ? แม่ แม่ครับ?”
สัญญาณขาดหายไปอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ตามด้วยเสียงสัญญาณจากเครือข่ายแจ้งให้ทราบถึงความขัดข้องที่ใช้คำว่า “ชั่วคราว” จัสตินมุ่นคิ้ว เขาดึงหูโทรศัพท์ออกมองหน้าปัทม์เพื่อดูสัญญาณของตัวเอง ที่เครื่องเขาขีดสัญญาณเต็มเปี่ยม แปลว่าเป็นปัญหาที่เครือข่ายของทางพิทเบิร์กจริงๆ ท่าทางร้อนรนจนนั่งไม่ติดของชายหนุ่ม ทำให้บีทริทท์ ดิเอโก้ และเพื่อนพนักงานสาวๆคนอื่นในแกลอรี่ พากันวิตกกังวล วิตกเรื่องของจัสตินก็ใช่อยู่ แต่ที่วิตกยิ่งกว่าก็คือ พรุ่งนี้ก่อนการเดินทางไปมิลาน จัสตินและดิเอโก้มีนัดต้องเข้าพบเหล่าสปอนเซอร์ของทางแกลอรี่ ที่เป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้กับการเดินทางไปในครั้งนี้ ในแวดวงศิลปะ ณ ปัจจุบัน ล้วนผูกพันกับรูปแบบของธุรกิจจนแยกจากกันไม่ออก ศิลปะ ไม่ได้มีไว้เพื่อความสุนทรีจรรโลงโลกเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว
“สาธุ อย่าให้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นตอนนี้เลย ไม่งั้นพรุ่งนี้แย่แน่..”
บีทริทท์ยกมือขึ้นสวดภาวนา พลางจ้องมองร่างเล็กของชายหนุ่มผมบลอนด์ที่กำลังยืนกอดอก สงบนิ่ง ในมือกำโทรศัพท์มือถือเอาไว้ไม่ขยับเขยื้อนเหมือนกำลังเฝ้ารออะไรบางอย่าง
“แต่ฉันว่าคนอย่างจัสติน..... ต่อให้โลกแตก เขาก็ต้องหาทางไปเป็นปิกัสโซ่บนดาวอังคารแหง เพราะงั้นอย่าห่วงเลยบีทริทท์ ไม่มีอะไรขวางคนอย่างจัสตินได้หรอก”
พนักงานสาวคนหนึ่งกระซิบบอกเบาๆพลางยกมือลูบหลังบีทริทท์ที่กำลังทำท่าคล้ายจะเป็นลม ครอบครัว คือชีวิตอีกส่วนของจัสตินที่เขาไม่เคยได้ย่างกรายเข้าใกล้มาก่อน ยอมรับว่าเขาออกจะประหลาดใจทีเดียว ยามที่ได้เห็นรอยยิ้ม และท่าทางร้อนรนแบบนี้ของจัสตินเวลาที่ได้พูดกับครอบครัว เพราะตลอดเวลา เขาแทบจะจินตนาการไม่ออกเลยว่าคนที่มุ่งมั่น ทำทุกสิ่งเพื่อให้บรรลุเป้าหมายราวปีศาจอย่างจัสติน จะมีอีกด้านที่ดูเป็นมนุษย์แบบนี้อยู่ด้วย เขาอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าหากเกิดสิ่ง ที่ไม่มีใครอยากให้มันเกิดขึ้นมาจริงๆ จัสตินจะเลือกอะไร ระหว่างเป้าหมายที่นอนรออยู่ตรงหน้าเหลือเพียงแค่ตอบรับและเอื้อมมือคว้า หรือ .. สิ่งที่เขา ไม่เคยเห็นว่าคนอย่างจัสติน จะมีมาก่อนเลย

‘เย็นชา คิดถึงแต่ตัวเอง ไม่นึกเสียใจทีหลังในสิ่งที่ทำ เป็นส่วนผสมสำคัญที่จะทำให้เราได้ลิ้มรสอาหารที่ชื่อว่า “ความสำเร็จ” มีคนเคยสอนผมแบบนี้ พิสูจน์แล้วว่ามันใช้ได้จริง จะลองเอาไปพิสูจน์ดูมั่งไม๊ล่ะดิเอโก้’
‘ผมว่ามันฟังดู เป็นตำราผีบอก มากกว่าสูตรอาหารของพระเจ้านะ จัสติน’
‘ฮ่าๆ ผมก็เลยเพิ่มอะไรนิดหน่อยให้มันกลายเป็นสูตรของผมเองไง’
‘อะไร?’
‘เพื่อความภูมิใจ.... ของหัวใจที่เติมเอส’
‘?.... ผมไม่เข้าใจ’
‘บอกแล้วไง ว่ามันเป็นสูตรของผมคนเดียว’


“ผมว่าคุณเตรียมแผนสำรองไว้หน่อยก็ดีนะบีทริทท์”
ดิเอโก้ตบหลังบีทริทท์หนักๆสองสามทีอย่างให้กำลังใจ ก่อนจะก้าวเดินตรงไปหาคนที่บัดนี้กำลังกดโทรศัพท์และยกขึ้นแนบหูด้วยท่าทางสงบ แต่นัยน์ดวงตาฉายแววร้อนรนอย่างปิดไม่มิด
“บ้าเอ๊ย! ติดต่อไม่ได้ ไดเนอร์ก็สายไม่ว่าง อะไรกันเนี่ย!”
จัสตินสบถ ก่อนจะจ้องมองโทรศัพท์พลางพยายามกดต่อสายอย่างไม่ลดละ ดิเอโก้ ตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆ
“ผมช่วยคุณได้นะ เอาเบอร์โทรศัพท์แม่ กับน้องคุณมา เดี๋ยวผมช่วยโทร”
“ขอบคุณดิเอโก้ แต่ดูเหมือนเครือข่ายจะมีปัญหา เบอร์โทรศัพท์พื้นฐานของคนอื่นๆก็แทบจะไม่มีบันทึกเอาไว้เลยมีแต่เบอร์มือถือ ให้ตายสิ!”
ชายหนุ่มสะบัดตัวไปอีกทางอย่างหัวเสีย เขากัดริมฝีปากเดินไปเดินมาอย่างใช้ความคิดด้วยท่าทางที่ดิเอโก้ไม่สามารถแทรกแซงอะไรได้เลย เขาจึงได้แต่นิ่งมองคนตรงหน้าใช้ความคิดกับตัวเองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น จัสตินหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง ก่อนจะกดต่อสายแล้วนิ่งไปรอฟังสัญญาณ
“ไฮ ซินเธี... ”
มีสัญญาณรับสาย จัสตินก็กล่าวคำทักทายที่รู้สึกว่าชายหนุ่มจะคุ้นเคยกับอีกฝั่งสายเป็นอย่างดี แต่ก็ต้องชะงักคำค้างไว้เพียงครึ่ง เมื่อดิเอโก้ได้ยินเสียงสัญญาณตอบรับลอดมาจากหูโทรศัพท์ว่า กำลังโอนสาย จัสตินสบถ
“เวร! อย่าบอกนะว่าล็อกเบอร์นี้ให้โอนเข้ามือถือน่ะ!”
แต่สัญญาณที่ดังตามมาไม่ใช่สัญญาณปฏิเสธของทางเครือข่ายอย่างสายอื่นๆ มันคือสัญญาณรอสาย หรือว่า...

“ไง.... ถ้าจะหาคนทำเซ็กซ์โฟนด้วยตอนนี้คงไม่ได้นะ เพราะฉันกำลังติดธุระอยู่”
“น้องสาวผมหาย พิทเบิร์กเครือข่ายล่ม ผมติดต่อใครไม่ได้เลย แม้แต่ที่ไดเนอร์ก็สายไม่ว่าง ต่อให้คุณบินมาฟันผมถึงที่นี่ เดี๋ยวนี้ ผมยังไม่มีอารมณ์เลยไบรอัน!”

ถ้อยคำโต้ตอบดุเดือดที่หลุดออกมาจากปากอิ่มนั่น ทำเอา ดิเอโก้ บีทริทท์และพนักงานคนอื่นๆในแกลอรี่พากันสำลัก แม้จะรู้ว่าจัสตินเองไม่ใช่คนอ่อนหวานนุ่มนวลอะไรนัก แต่ก็อดตกใจไม่ได้ที่ได้ยินคำพูดแบบนี้หลุดออกมาจากเขา อีกฝ่ายเป็นใครกันนะ?
“ว่าไงนะ น้องสาวหาย? ...เมื่อไหร่?”
“เมื่อกี๊ เขาโทรมาหาผมแล้วจู่ๆก็ตัดสายไปในแบบที่.... เหมือนเกิดอะไรขึ้นบางอย่างที่ทำให้ผมติดต่อเขาไม่ได้อีกเลย .....ให้ตายสิไบรอัน ผมไม่รู้จะทำยังไงดี สมองผมขาวโพลนไปหมดแล้ว!”
“อย่างแรกเลยคือนายต้องหายใจให้เป็นปรกติก่อน เพราะตอนนี้นายหายใจเหมือนคนที่ซัดยาอีเข้าไปสักสามกำมือ สงบสติอารมณ์ก่อนจัสติน ได้ยินฉันไม๊?”
จัสตินชะงักนิ่งไป ก่อนจะพยายามรวบรวมลมหายใจอย่างสงบผิดไปจากเมื่อครู่ ที่แม้จะดูนิ่ง แต่ทุกคนก็เห็นว่าชายหนุ่มร้อนรนมากแค่ไหน ใครบางคนที่ปลายสายดูเหมือนจะร่ายมนต์บางอย่างได้อย่างเป็นผลทีเดียวกับปีศาจสีทองตนนี้
“เสียงหายใจนายฟังดูดีขึ้นแล้ว ... อย่างน้อยก็เหลือแค่ตอนนายใกล้เสร็จในมือฉัน”
“ไบรอัน.....” เสียงอีกฝั่งสายหัวเราะเบาๆในคอ เป็นเสียหัวเราะเบาๆที่.. ทำให้หัวใจพองโตและเจ็บแปลบไปได้พร้อมๆกันจริงๆ
“โทรไปที่สถานีตำรวจ ขอสายตรงถึงฮอร์เวิร์ด น้องสาวนายเพิ่งขาดการติดต่อไปยังแจ้งเป็นบันทึกข้อความแน่นอนไม่ได้ แต่ฮอร์เวิร์ดจะจัดการเรื่องนี้ให้นายได้ อย่างน้อยก็ดีกว่าให้แม่นาย หรือคนอื่นๆจัดการ”
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ....”
“นายก็สงบสติอารมณ์ แล้วรอ เพราะไม่มีอะไรที่นายจะทำได้ดีไปกว่านี้แล้ว”
จัสตินถอนหายใจ เขาพยักหน้าเบาๆกับโทรศัพท์ พลางสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะผ่อนออกมาอย่างพยายามให้ช้าที่สุดเท่าที่จะทำได้
“... จัสติน?...”
“หือ?”
“….นายโอเคไม๊?” น้ำเสียงอีกฝ่ายแผ่วเบา แฝงแววเป็นห่วงเจือผสมอย่างชัดเจน หัวใจเต้นแปลกๆอีกครั้ง ไม่ว่ายังไง เสียงของคนๆนี้ ก็ยังมีอิทธิพลกับเขาอยู่ดี ไม่ว่าจะผ่านไปนานเท่าไหร่ก็ตาม
“…ไม่รู้สิ... โอเค ผมโอเค.......”
“.....นายอยู่ที่ไหน?”
คำถามของอีกฝั่งสายทำให้จัสตินเลิ่กคิ้ว ก่อนจะหัวเราะเบาๆกับตัวเอง
“แกลอรี่... คุณบอกว่าคุณกำลังยุ่ง ผมโอเคแล้ว ขอบคุณพระเจ้าที่อย่างน้อยก็อนุญาตให้ผมโทรหาใครสักคนได้สำเร็จ แต่ไม่คิดว่าจะเป็นคุณ”
“นานๆทีพระเจ้าก็อยากลองรื้อตัวละครเก่าๆกลับขึ้นมาใช้ใหม่ดูบ้างน่ะ”
“หมายถึงของผม หรือของคุณ ?”
คำถามของจัสตินทำให้อีกฝ่ายเงียบไป จัสตินยิ้มบางๆก่อนจะกล่าวคำ
“ผมจะโทรหาฮอร์เวิร์ดเดี๋ยวนี้ ให้เขาจัดการตามหามอลลี่ และขอร้องให้เด็บบี้ไปอยู่เป็นเพื่อนแม่ผม... ระหว่างที่ผมยังเดินทางไปไม่ถึงพิทเบิร์ก ผมถือว่าผมเตือนคุณก่อนแล้ว คุณมีเวลาประมาณสองชั่วโมงตัดสินใจว่าจะหลบผมเหมือนที่เคยทำ หรือว่ารอพบผมในรอบครึ่งปีซึ่งผมคิดว่าสำหรับคุณคงจะทำอย่างแรกมากกว่า แค่นี้นะครับ!”