QAF : the mystery castle file09
=====Mystery castle======
file 09
วงแขนของจัสตินโอบกระชับรอบคอของร่างสูงกว่าแน่นหนา จนรู้สึกถึงหัวใจที่กำลังเต้นระรัวของร่างเล็ก ยิ่งจัสตินเบียดตัวเองให้ยิ่งแนบชิด ร่างกายก็เหมือนจะค่อยๆพองจนเหมือนมีใครกำลังสูบลมเข้ามาในอกจนแน่นแทบหายใจไม่ออก จัสตินจรดปลายจมูกลงบนลาดไหล่ ปกเสื้อ สูดดมกลิ่นกายอีกฝ่ายผ่านผิวผ้า และจบลงที่จุมพิตแผ่วเบาที่ลำคอ ก่อนจะโอบกอดฝังตัวเองลงกับร่างสูงแนบแน่นอีกครั้ง เกินกว่าจะแสร้งทำเฉยชา กลิ่นกายของจัสตินกำลังทำให้เขาเสียความตั้งใจในครั้งแรกที่ตรงมาที่นี่ เขาจะใจแข็ง จะไม่ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งอ่อนแอ จะไม่ทำให้จุดยืนของใครต้องไขว้เขว แต่นี่เขากำลังทำให้จัสติน อ่อนแอลงอยู่หรือเปล่านะ?
“เป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องช่วยกันยามจำเป็นอยู่แล้ว ในฐานะ ‘เพื่อนที่ดีที่สุด’”
วงแขนขาวเนียนชะงัก ก่อนจะคลายออก พร้อมกับที่จัสติน เหลือบตาขึ้นมองดวงหน้าคมที่กำลังส่งยิ้มหวานให้ ริมฝีปากสีสวยยกยิ้ม ก่อนจะพยักหน้าน้อยๆรับ ‘เพื่อนที่ดีที่สุด’ งั้นเหรอ?
“เหรอครับ.... ถ้างั้น..”
“อึ๊ก!”
จัสตินคว้าหมับเข้าที่เป้ากางเกงไบรอันอย่างไม่ทันให้ตั้งตัวพร้อมกับเบี่ยงตัวหมุนกลับ อาศัยความสูงและแผ่นหลังของไบรอันบังตัวเองเอาไว้หลบมุมไม่ให้คนในแกลอรี่เห็นว่าเขากำลังทำอะไร พร้อมกับมือที่กำลังกำกระชับร่างกายอันแสนหวงแหนของไบรอันแน่นจนหน้าหล่อๆ เหยเก พูดอะไรไม่ออก ทันทีที่ได้มุมเหมาะ มืออีกข้างที่เหลือก็ดึงคอเสื้อคนที่กำลังกระอักกระอ่วนลงมาใกล้ๆ สัมผัสเฉียบพลันคลายออกชั่วขณะก่อนจะแกล้งรุกรานขยี้ขยำส่วนที่กำลังตื่นตัวให้ยิ่งคุ้มคลั่ง แค่ได้กลิ่นกายและความอบอุ่นจากอ้อมกอด ร่างกายเขาก็แสดงอาการน่าเป็นห่วงแล้ว ยิ่งมาเจอแบบนี้เขาก็แทบจะห้ามตัวเอง ไม่ให้กระซิบขอให้จัสตินคุกเข่าลงตรงหน้าไม่ได้ ทั้งๆที่น่าจะชาชินกับสัมผัสของคนเดิมๆ ตรงกันข้ามกลับยิ่งตื่นเต้นโหยหา คงเพราะความห่างเหินนั่นล่ะ ให้ตายเถอะ! ไม่อยากจะเชื่อตัวเองเลยจริงๆ !
“ผมก็เพิ่งรู้ ว่าทุกครั้งที่คุณกอดไมเคิล หรือลินซ์ เพื่อนที่ดีที่สุดอีกคนของคุณ ไอ้นี่มันก็จะโผล่มาทักทายเขาทุกครั้งด้วย.... ผมไม่ใช่ไมเคิลบรอัน คุณอย่ามาพยายามจัดให้ผมอยู่หมวดเดียวกับเขาเอาป่านนี้ มันสายไปแล้ว ผมจะไปตกลงกับบีทริทอีกครั้ง ฝากคุณเรื่องตั๋วด้วยนะครับ!”
ร่างเล็กปล่อยมือจากส่วนสำคัญที่กำลังตื่นเต็มที่ด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะเดินนำออกไป ทิ้งเขาไว้ให้จัดการกับปัญหาเฉพาะหน้าของตัวเองเพียงลำพัง ไม่หลงเหลือทีท่าอ่อนแอ หรือสับสนในแววตาอย่างที่เขามองเห็นเมื่อครั้งแรกที่ก้าวลงจากรถอีกแม้แต่น้อย แผ่นหลัง และเรือนผมสีทองปลั่ง คือจัสตินคนที่ไบรอันรู้จักเป็นอย่างดี อัจฉริยะคนงามที่ยืนเคียงคู่เขาเสมอในทุกเวลาไม่ว่าจะเลวร้าย หรือ รุ่งโรจน์ ไบรอันสบถด่าลม ด่าฟ้า และตัวเองเบาๆ บางที เขาคงจะห่วงเด็กคนนี้มากเกินไปจริงๆทั้งๆที่จัสติน ไม่มีอะไรที่เขาจะต้องห่วงอีกต่อไปแล้ว เสียงซินเธียร์ที่ยังถือสายรอเขาอยู่ตะโกนเรียกซ้ำๆหลายครั้ง ไบรอันต้องหันหน้าเข้าหากำแพง เดินเลียนแบบปูเลาะริมกำแพงไปหาที่ๆพอจะซ่อนความภูมิใจที่ยังไม่อยากอวดให้ใครเห็นในตอนนี้เอาไว้ ข้างๆโต๊ะคอมพิวเตอร์ คือโต๊ะทำงานที่มีเก้าอี้สำนักงานตัวหนึ่งวางอยู่เข้าชุด และไม่มีใครนั่ง ไบรอันทิ้งตัวลงบนเก้าอี้ แล้วเลื่อนมันให้ชิดโต๊ะสำนักงานให้ใกล้ที่สุดทันที อย่างน้อยก็คงใช้เวลาสักห้านาที เสียงของซินเธียร์คงทำให้ร่างกายเขากลับสู่สภาวะทั่วไปได้เร็วกว่าปรกติ ช่วงเวลาที่ใช้ก็คงจัดการเรื่องตั๋วเครื่องบินให้เจ้าชายคนแรกและคนเดียวเท่าที่เคยมีในชีวิตเขาได้พอดี
“ซินเธียร์..... หยุดหัวเราะสักที โอเค หัวเราะให้ตายเลยนะ ทางนั้นเรียบร้อยไม๊? ไม่เป็นไรพวกเขาจะต้องรอได้ เลื่อนประชุมออกไปก่อนสักสิบนาที ไม่อย่างนั้นฉันก็อนุญาตให้เธอตัดสินใจ แต่ตอนนี้ฉันต้องการให้เธอช่วยบุ๊คตั๋วกลับพิทเบิร์กให้จัสตินหนึ่ง...... หือ?”
ขณะที่กำลังสั่งงานฝ่าเสียงหัวเราะกวนโทสะของแม่เลขาฯตัวดี ไบรอันก็เหลือบไปเห็นกระดาษแผ่นหนึ่งที่วางอยู่ข้างๆเครื่องแฟ็กซ์บนโต๊ะสำนักงาน ไวเท่าตา มือซนก็เอื้อมไปหยิบมันมาดูในทันทีพร้อมกับคำถาม
“จัสติน”
“ฮึ๊ ?”
ขณะที่กำลังคุยกับบีทริท และดิเอโก้ที่หน้าตาบอกบุญไม่รับเมื่อทราบความต้องการที่ไม่เปลี่ยนแปลงของจัสติน เสียงเรียกของไบรอันก็ได้รับเสียงขานรับอย่างคุ้นเคยจากร่างเล็กในทันทีแบบอัตโนมัติ แต่ไม่คุ้นเลยสำหรับบรรดาสาวๆในแกลอรี่นี้ ช่างเป็นคำตอบรับที่บอกระยะ และระดับความสนิทสนมได้อย่างชนิดที่ทำเอาพวกเจ้าหล่อนต้องมองตากันปะหลับปะเหลือก
‘โหมดอัตโนมัติ เธอเห็นไม๊ ใช้โหมดอัตโนมัติ’
ดวงหน้าที่ดูอ่อนเยาว์กว่าอายุ หันกลับไปมองคนเรียก ที่กำลังชูกระดาษแผ่นหนึ่งที่มีรูปบ้านวาดคร่าวๆอยู่บนนั้น โดยไม่มีคำพูดใดๆ
“เป็นบ้านที่มอลลี่โทรมาเพื่อบรรยายให้ผมวาด ก่อนที่สายจะขาดไป แล้วติดต่อไม่ได้อีกเลย คุณคิดว่าไง?”
“นายวาดเอาเองตามความทรงจำเก่าๆที่เหลือติดอยู่ในหัว…”
“ก็ต้องบอกตามตรงว่าผมยังไม่ลืมมันถึงแม้ว่าผมควรจะลืมมันซะ แต่ก็บอกตามตรงอีกเหมือนกันว่าถ้ามอลลี่ได้เรียนทางด้านการประพันธ์ เธอจะเป็น เจ เค โรลลิ่ง คนต่อไปแน่ๆ ผมวาดทุกอย่างตามที่มอลลี่บรรยาย ทุกอย่าง..”
ไบรอันนิ่งไปเป็นพัก ก่อนจะย้อนถามจัสตินอีกครั้ง
“นายโทรหาใครก็ไม่ได้เลยใช่ไม๊? โทรทั้งหมดแล้วหรือยัง?”
“จะว่าอย่างนั้นก็ได้ โทรไปที่บ้านเด๊บบี้ก็ไม่มีใครรับ ไดเนอร์ก็สายไม่ว่าง ผมเลยโทรเข้าออฟฟิศคุณแต่มันโอนมาที่มือถือ….”
“บ้านเด๊บบี้ ไม่มีใครรับ? อืม....”
“มีอะไรเหรอ?”
จัสตินเลิ่กคิ้ว มองกลับมาที่ไบรอันอย่างกังวล
“ซินเธียร์ จองตั๋วกลับพิทเบิร์กให้ทีสองใบ ของจัสติน กับฉัน ไม่ ไม่กลับไปแล้ว เธอขอเอกสาร กับหลักฐานที่จำเป็นมาเลย ทางนี้ฝากด้วยนะ”
ไบรอันกดวางหู พลางหันมาส่งยิ้มกับจัสตินที่กำลังเลิ่กคิ้วมองเขาอย่างงงๆ
“ผมดีใจนะที่คุณจะกลับไปด้วยแต่... ผมไม่เชื่อหรอกว่าเพราะคุณห่วงผมจนปล่อยกลับไปคนเดียวไม่ได้”
“ลินซี่ กับเมลเพิ่งกลับมาเยี่ยม เด๊บบี้กับไมเคิลเมื่อวานนี้สองคนนั่นพักที่บ้านเด๊บบี้แต่ไม่รับสาย ไดเนอร์ก็เกิดจะมาสายไม่ว่าง โทรศัพท์ก็มาพากันล่ม แถมน้องสาวนายยังเจาะจงว่าต้องอยู่ที่นี่ นายไม่คิดว่ามันแปลกๆหรือไง?”
จัสตินนิ่งไป ก่อนจะเรียบเรียงเหตุผลตามคำพูดของไบรอัน อย่าบอกนะว่า....
“จะบ้าเหรอ? เขาจะทำแบบนั้นไปทำไม? นี่มันไม่ใช่เรื่องล้อเล่นนะไบรอัน มอลลี่ก็ไม่ได้รู้จักกับเพื่อนๆคุณเลย แล้วทำไม...”
“ก็เพราะว่ามีแต่ยัยลินซี่น่ะสิที่รู้ว่าบ้านนี่...”
เขาพูดออกมาเพียงแค่นั้น ก่อนจะกัดปลายลิ้นยั้งตัวเองเอาไว้ ท่าทางอารมณ์เสียอย่างจริงจังของไบรอันทำให้จัสตินยิ่งไม่เข้าใจ แต่ดูเหมือนไบรอันจะกำลังคิดว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นทั้งหมดนี้ จะเป็นสิ่งที่เกิดจากความตั้งใจของใครบางคน หรือบางกลุ่มเข้าเสียแล้ว แต่มันจะเพื่ออะไรกันล่ะ ? คิดยังไงก็คิดไม่ออกจริงๆ กับเหตุผลที่จะทำให้ ลินซี่ เมล ไมเคิ้ล หรือแม้แต่เด๊บบี้ ร่วมมือกันทำแบบนี้ จะบ้าหรือไง?
“เขาว่าความบังเอิญ ปาฏิหาริย์ รักแรกพบคือสิ่งที่มีสิทธิ์เกิดได้แค่ เศษหนึ่งส่วนร้อยของเหตการณ์ในโลกนี้นอกนั้นทีเหลือภาษาตำรวจเขาเรียกว่าการจัดฉาก ฉันไม่เชื่อเรื่องปาฏิหาริย์ หรือพรหมลิขิต บ้าบออะไรทั้งนั้น เพราะงั้น ฉันจะฉีกไอ้ฉากเวรนี้ทิ้งให้แหลกเลย นายคงได้บินกลับนิวยอร์กคืนนี้แน่จัสติน หรือนายจะไม่กลับไป?”
“ถ้าผมบอกว่าจะกลับก็ต้องกลับ คุณก็น่าจะรู้”
จัสตินหันกลับไปหยิบเสื้อแจ๊กเก็ตตัวหนามาสวม พร้อมทั้งหยิบกระเป๋าใบใหญ่ลูกเดิมมาประทับไหล่ บอกเป็นนัยกับไบรอันว่าเตรียมตัวพร้อมที่จะเดินทาง
“อีกอย่างนะไบรอัน... ส่วนที่หนึ่ง ใน ร้อย มันเคยเกิดขึ้นกับผมแล้ว และตอนนี้มันก็ยังไม่ใช่อดีตสำหรับผม ผมเลยคิดว่าผมเชื่อมันนะ”
“ผมไปด้วยนะจัสติน!”
เสียงที่ทะลุกลางปล้องขึ้นมา ทำเอาทุกคนในแกลอรี่ต้องหันกลับไปมองขวับอย่างแปลกใจ ดิเอโก้คว้ากระเป๋า กับกุญแจรถ วิ่งตามจัสตินมา โดยมีบีทริท ตะโกนไล่หลังเสียงหลง
“นั่น.... เธอหมายความว่า เธอจะแค่ ไปส่งจัสติน กับ คุณคินนี่ย์ ใช่ไม๊ ดิเอโก้?”
“เปล่าครับ ผมจะไปพิทเบิร์กด้วย”
“ดิเอโก้?”
เสียงจัสตินตะโกนเรียกชื่อชายหนุ่มขวัญใจสาวๆอีกหนึ่งคนของแกลอรี่แห่งนี้ พร้อมๆกับที่ทุกคน ต่างพากันอ้าปากค้าง กับสิ่งที่ดิเอโก้ตัดสินใจลงไปโดยที่ใครๆก็คาดไม่ถึง ท่ามกลางความตกใจ มีเพียงไบรอันเท่านั้นที่ยังคงยิ้มละไม พร้อมทั้งยกหูโทรศัพท์ขึ้นอีกครั้งเพื่อต่อหาซินเธียร์
“อีกทีนะซูเปอร์เลขาฯ ช่วยจองตั๋วไปพิทเบิร์กเพิ่มอีกใบ เปล่าๆ ไม่ใช่เธอ เธอต้องอยู่เคลียร์อะไรต่ออะไรที่นี่ก่อน ตั๋วของคุณดิเอโก้น่ะ ชื่อ ดิเอโก้ ลี รบกวนหน่อยนะซินเธียร์ บ๊ายบาย”






